กับดักการเมือง ในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้ข้อควรระวังของรัฐบาลไทย ในการปราบ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อาจสะเทือนดุลอำนาจในเมียนมา
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมาเริ่มย้ายฐานที่ตั้งแล้ว โดยในเมียนมา มีการเคลื่อนย้ายผ่านถนนหมายเลข 87 ลึกเข้าไปในเมียนมาอีก เพื่อให้ใกล้แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น
ซึ่งที่ตั้งใหม่นั้น อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยงอีกพวกที่ไม่ใช่หม่อง ชิตตู (ผู้นำกลุ่ม DKBA) และเครือข่ายของเขา อีกทั้งยังมีการกระจายตัวกันออกไป ไม่ได้รวมตัวกันอยู่ในตึก ทำให้ยากต่อการปราบปรามในอนาคต
ในขณะที่อีกกลุ่มย้ายไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้านอีกฝั่งหนึ่งของเรา (กัมพูชา) ซึ่งเราก็ต้องไปไล่ดำเนินการปราบปรามด้วยมาตรการ 3 ตัดเหมือนเดิม แต่จะมีความละเอียดอ่อนมากกว่า เนื่องจากในระหว่างประชาชนด้วยกัน มีความไม่เข้าใจระหว่างกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เช่นกรณีขึ้นมาร้องเพลงชาติในดินแดนไทยและเพื่อการดำเนินการขั้นต่อไป จีนได้ยื่นข้อเสนอให้ไทยเสริมสร้างกลไกไตรภาคีในการปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนี่อาจจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งภายในอาเซียน เนื่องจากว่าในอาเซียนนั้นมีข้อตกลงลักษณะนี้อยู่แล้ว จึงทำให้ข้อตกลงไตรภาคี อาจจะเป็นได้ทั้งการเสริมสร้างจากข้อตกลงเดิม หรือขัดแย้งกับกลไกเดิมก็ได้
ซึ่งถ้าหากว่าจะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรจะมีการใช้กรอบการปราบปรามอาชญากรข้ามชาติของอาเซียน (Transnational Crime: TC) แล้วไปเชื่อมโยงกับจีนมากกว่า เพื่อป้องกันข้อครหาว่าไทยถูกจีนครอบงำ หรือจีนกำลังเข้ามาครอบงำใครนอกจากนี้ที่ผ่านมา ในการดำเนินการ 3 ตัดของไทย รัฐบาลไทยไม่เคยพูดถึงกรอบความร่วมมือของอาเซียน จนทำให้ประชาชนเมียนมารู้สึกว่าไทยดำเนินการเองแต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ลาวอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามกรอบ TC ของอาเซียน
สำหรับข้อเสนอของจีน ที่ต้องการให้ไทยดำเนินมาตรการ 3 ตัดต่อ และขอให้มีการสกัดกั้นกลุ่มอาชญากรข้ามชาติตามแนวชายแดนนั้น ไทยจะต้องระวังให้ดี เนื่องจากว่าการกระทำเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้อ่อนแอลง สร้างความได้เปรียบให้กับกองทัพเมียนมา
ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาว่าไทยกำลังถูกจีนดึงเข้าไปเป็นพวกใครกันแน่ เรากำลังถูกถึงเข้าไปสู่เกมการเมืองภายในเมียนมาหรือไม่ เนื่องจากการทำตามข้อเรียกร้องของจีนนั้น จะเป็นการบีบบังคับกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่กำลังได้เปรียบทหารเมียนมา ดังนั้นไทยจึงต้องระวังให้ดี
ในขณะที่จีนเองก็เหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน เนื่องจากว่าถ้าหากว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยนั้นอ่อนแอเกินไป เขาก็ต่อรองกับทหารเมียนมาไม่ได้ เนื่องจากทหารเมียนมานั้นก็ไม่ได้ฟังจีนมากนัก เพียงแต่ในเวลานี้จำเป็นต้องพึ่งจีน แต่ถ้าชนกลุ่มน้อยเข้มแข็งเกินไป รัฐบาลเมียนมาที่เป็นพันธมิตรหลักของจีนก็จะได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ ในเวลานี้ จำเป็นที่จะต้องเดินหน้าปราบปรามก่อน แต่ในภาพรวม จีนต้องปกป้องรัฐบาลเมียนมา เพื่อให้รัฐบาลเมียนมา ปกป้องโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road Initiative) ของจีน ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับจีน ถ้าจีนไม่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางได้ โครงการนี้ก็จบสิ้น