โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิ่งที่ควรทำ ‘ก่อนอายุ 30’ คือไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรก่อน 30

BrandThink

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2566 เวลา 03.00 น.

การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นเรื่องที่ดีสำหรับใครหลายคน แต่การกดดันตัวเองด้วยเงื่อนไขต่างๆ มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะล่มสลายทางจิตใจได้เช่นกัน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตาบทความทำนองว่า ควรทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30 หรือไม่ก็บทความที่บอกว่าเราควรทำอะไรบ้างก่อนเข้าสู่วัย 30 ซึ่งคอนเทนต์ประเภทนี้มีมานานแล้ว แถมยังมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จนมีการตั้งคำถามกลับผ่านสื่อเช่นกันว่า ทำไมสังคม ‘ทั่วโลก’ ถึงต้องหมกมุ่นกับเนื้อหาคล้ายๆ กันนี้จนกลายเป็นค่านิยมร่วมสมัยของคนยุคหลัง 2000 เป็นต้นมา

บทความใน Grazia สื่อไลฟ์สไตล์ของอังกฤษเคยตั้งคำถามถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเมื่อปี 2017 ว่า ทำไมคนจำนวนมากถึงต้องกลัววัย 30 และทำเหมือนกับว่าชีวิตเราจะจบสิ้นกันที่ประมาณ 35 ปีเท่านั้น? โดย รีเบคคา โคป (Rebecca Cope) คอลัมนิสต์ของกราเซีย วิเคราะห์ว่าในอดีต คนที่อายุ 30 ปีแล้วยังไม่แต่งงานหรือมีลูกมักจะถูกกดดันจากสังคม โดยเฉพาะผู้หญิง

เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะในยุควิทยาการด้านการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า การมีลูกหลังวัย 30 ปี เคยเป็นเรื่องที่หมอส่วนใหญ่บอกให้ผู้หญิง ‘หลีกเลี่ยง’ เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในครรภ์ ทำให้มีค่านิยมว่าถ้าผู้หญิงอายุ 30 แล้วยังไม่แต่งงานก็เตรียม ‘ขึ้นคาน’ ได้เลย แถมยังจะลำบากตอนแก่ด้วยเพราะไม่มีใครดูแล แม้ทุกวันนี้การมีลูกหลังอายุ 30 ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าเดิมแล้ว แต่คนจำนวนมากก็ยังคาดหวังว่าผู้หญิงควรจะแต่งงานก่อน 30

ส่วนกรณีของผู้ชายก็มักจะถูกกดดันว่าต้องมีบ้าน มีทรัพย์สิน มีการงานมั่นคง ทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวได้ เพราะช่วงวัย 20 คือการเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนเป็นวัยทำงาน ดังนั้นตัวเลข 30 จึงเป็นหมุดหมายที่คนในสังคมจำนวนมากตั้งเป้าว่าผู้ชายต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตช่วงวัยนี้ และสื่อธุรกิจที่จัดอันดับบุคคลทรงอิทธิพลก็มักจะหยิบเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จก่อนอายุ 30 ปี มาพูดถึงบ่อยๆ เพราะเป็นเรื่องที่ ‘ขายได้’ หลายคนมองว่าเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้คนมีแรงผลักดันในชีวิต

อย่างไรก็ดี คอนเทนต์แบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดหรือโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ ที่ทำให้คนไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกันทั้งหมดได้

ยิ่งโลกเข้าสู่ยุคที่ ‘สื่อสังคมออนไลน์’ กลายเป็นช่องทางเสพข้อมูลที่คนคุ้นชินมากที่สุด เรื่องส่วนตัวของผู้คนจำนวนมากถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ จนเกิดการเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับภาพสวยๆ งามๆ ที่เห็นในชีวิตของคนอื่นที่ปรากฏทางสื่อสังคมออนไลน์ แต่การทำแบบนี้ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเองยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังรู้สึกด้วยว่าจะต้องทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของสังคมให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกว่ามีความสุขหรือประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในงานวิจัย 2 ชิ้นที่ศึกษาว่า แรงกดดันทางสังคมมีผลให้คนมองชีวิตของตนเองอย่างไร โดยชิ้นแรกเป็นการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบเกี่ยวกับทัศนคติเรื่อง ‘ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ’ ของประชากรจาก 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ ช่วงปี 1989-2016 (https://bit.ly/2Fh9xxl) ขณะที่อีกชิ้นตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 (https://go.nature.com/3A9Cms1) โดยทั้งสองงานสรุปใกล้เคียงกันว่า การยอมรับมาตรฐานของสังคมในการชี้วัด ‘ความสุข’ ส่วนบุคคล มีผลให้คนจำนวนมากมีสุขภาวะ (well-being) ในชีวิต ‘ลดลง’

พูดง่ายๆ คือ ยิ่งคนเราเอาตัวเองไปยึดติดกับมาตรฐานของสังคมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้น้อยลงเท่านั้น (ซึ่งในงานวิจัยใช้คำว่า ‘มีสุขภาวะ’ ลดลง)

ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าตัวเองจะต้องใช้ชีวิตที่ดีตามความคาดหวังของสังคม ถึงขั้นที่บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอถ้าไม่สามารถไปถึงมาตรฐานที่สังคมวางไว้

โทนี เดอ โกไวอา (Tony de Gouveia) นักจิตวิทยาอเมริกัน เคยให้สัมภาษณ์กับ HuffPost สื่อออนไลน์ในสหรัฐฯ เตือนว่า ค่านิยมแบบนี้ทำให้ผู้คนยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมา มีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจกันมากขึ้น ทั้งโรคเครียดและโรคซึมเศร้าก็มีแนวโน้มจะเรื้อรัง-รุนแรงขึ้น และการที่สื่อต่างๆ ผลิตซ้ำเนื้อหาเกี่ยวกับเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนวัย 30 ก็ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ที่เสพข้อมูลเหล่านี้รู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจยิ่งขึ้นไปอีก

บทความใน HuffPost อ้างอิงผลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประเมินว่า ผู้มีภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจทั่วโลกมีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคน (ข้อมูลปี 2018) ทั้งยังระบุว่า โรคซึมเศร้าและภาวะทางจิตใจอื่นๆ ที่เข้าขั้นรุนแรงส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนหลายช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน คนวัยทำงาน ส่งผลต่อคนในครอบครัว ทั้งยังเป็นสาเหตุให้คนฆ่าตัวตายราว 800,000 รายในแต่ละปี

ขณะที่เว็บไซต์ Welcome to the Jungle เผยแพร่บทความตั้งแต่ปี 2018 เพื่อแสดงจุดยืน ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการตั้งเป้าหมายชีวิตก่อนถึงวัย 30 ปี โดยมีการเตือนคนอ่านว่าสิ่งที่ควรทำก่อนเข้าสู่ช่วงวัย 30 จริงๆ คือ การเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นให้ได้ และอย่าคิดว่าชีวิตต้องเป็นไปตามที่คนรอบข้างหรือสังคมคาดหวังถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ ส่วนการประเมินความสำเร็จในชีวิตของตัวเองจริงๆ ควรคำนึงถึงความสามารถและความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่ฟังจากคำพูดของคนอื่น

ส่วนใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหมดไฟ ไม่มีแรงทำอะไร ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าหรืออาการที่ส่งผลต่อจิตใจอื่นๆ ควรหาทางปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา โดยกรณีของไทย มีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่สามารถสอบถามได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...