“ดาวโจนส์” ปิดลบ 114 จุด หลังตัวเลข PCE สหรัฐฯ สูงกว่าคาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (26 ส.ค.69) ปรับตัวลงเล็กน้อยทั้ง 3 ดัชนีหลัก หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่ตลาดชะลอการซื้อขายเพื่อรอผลประกอบการของ Nvidia หลังปิดตลาด
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,463.88 จุด ลดลง 113.52 จุด หรือ -0.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,675.70 จุด ลดลง 1.58 จุด หรือ -0.02% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,130.20 จุด ลดลง 21.10 จุด หรือ -0.08%
แรงกดดันสำคัญมาจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย และยังอยู่เหนือเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลให้ตลาดระมัดระวังต่อแนวโน้มนโยบายการเงินมากขึ้น
หุ้น Nvidia ลดลง 1.6% ในช่วงการซื้อขายปกติก่อนบริษัทเปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิด ขณะที่ตลาดโดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากนักลงทุนรอประเมินทั้งตัวเลขผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจของผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ ซึ่งถูกมองเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนด้าน AI
หลังปิดตลาด Nvidia เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2027 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 โดยมีรายได้รวม 96,221 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ขณะที่กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.22 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาด
ส่วนรายได้จากธุรกิจ Data Center อยู่ที่ 89,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 117% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่ยังแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ Nvidia คาดรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ประมาณ 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บวกลบ 2% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเฉลี่ย 104,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คาดอัตรากำไรขั้นต้นแบบปรับปรุงแล้วอยู่ที่ประมาณ 74% บวกลบ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทไม่ได้รวมรายได้จากการจำหน่ายชิป Data Center ในจีนไว้ในประมาณการดังกล่าว
ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 4.65% หลังข้อมูลเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด เพิ่มความระมัดระวังของนักลงทุนต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ