25 ปี Copperwired จาก ‘Apple-Born’ สู่มัลติแบรนด์
สัมภาษณ์พิเศษ
คอปเปอร์ ไวร์ด (Copperwired) เป็นที่รู้จักจากการนำสินค้า “แอปเปิล” (Apple) เข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นรายแรก จากร้านคูหาเล็ก ๆ พื้นที่ 50 ตารางเมตร ในศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ กลายเป็นอาณาจักรค้าปลีกไอทีที่ปัจจุบันมีร้านในเครือกว่า 107 แห่งทั่วประเทศ
หากเจาะลงไปดูผลประกอบการในไตรมาส 1/2568 จะพบว่ากวาดรายได้ไปถึง 2,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.73%
แม้จะเกิด และเติบโตมาจากแบรนด์ “แอปเปิล” แต่ “คอปเปอร์ ไวร์ด” ก็ได้สลัดภาพความเป็น “Apple-Born” ด้วยการเติมแบรนด์อื่น ๆ เข้ามาในพอร์ต จับตลาด Digital Lifestyle โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด ดอทไลฟ์ (.life), Nintendo Authorized Store by Synnex และ TECHHOUSE by .life ใน One Bangkok
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คอปเปอร์ ไวร์ด หลากหลายแง่มุม ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวคิดในการทำร้าน การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไปจนเทรนด์แก็ดเจตน่าจับตา
ต้นกำเนิดร้าน “iStudio”
“ปรเมศร์” เล่าว่า ช่วงที่นำสินค้าแอปเปิลเข้ามาทำตลาดในไทยแรก ๆ ประมาณ 25 ปีก่อน ตอนนั้นในเรื่องของแบรนด์ยังไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรมากนัก เพราะภาพการทำร้านค้าปลีกของแอปเปิลในขณะนั้นยังไม่ชัด ทั้งประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ใหม่สำหรับแอปเปิลมาก
“ผมช่วยวางระบบ และปูแนวทางการทำร้านมาให้ตั้งแต่วันแรก เช่น เอาไอพอด (iPod) มาขาย แต่ไม่มีอุปกรณ์เสริมใด ๆ ก็ต้องหา Accessory เข้ามาเติมในร้าน เพื่อให้ลูกค้าซื้อแล้วจบในที่เดียว หรืออย่างร้าน iStudio ก็เกิดมาจากคอปเปอร์ ไวร์ด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เห็นในร้านรีเทลของแอปเปิลวันนี้ คือ พัฒนาการ ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก และปรับเปลี่ยนแนวทางมาเรื่อย ๆ”
จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ธุรกิจนี้ยังมาจากความรักในสินค้าของ “แอปเปิล” ล้วน ๆ
“พอคิดว่าอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็เอาสิ่งที่ชอบมาทำ เริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมากมาย ค่อย ๆ ขยับขยาย และสร้างการเติบโตมาเรื่อย ๆ”
จุดเปลี่ยนสู่ “มัลติแบรนด์”
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “คอปเปอร์ ไวร์ด” มาจากการเข้าซื้อกิจการของ “ไอบิส พลัส เน็ทเวอร์ค” ที่ถือสิทธิการบริหารร้าน AIS Shop, ซัมซุง (Samsung) และเสียวหมี่ (Xiaomi) ในปี 2565 ทำให้บริษัทก้าวสู่ความเป็น “มัลติแบรนด์” และเติบโต “เท่าตัว” มีรายได้เฉลี่ยปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท
เขาเล่าว่าที่ตัดสินใจทำดีลนี้ มาจากความต้องการที่จะ “Diversified” และกระจายความเสี่ยงพอร์ตของสินค้า เพราะวางแผนการเติบโตในระยะยาวจึงฝากความหวังไว้ที่แบรนด์เดียวไม่ได้
“ตอนที่ทำดีลกัน ฝั่งแบรนด์ที่อยู่กับไอบิส ก็กังวลมากว่าเราเข้ามาแล้วจะบริหารร้านอย่างไร เพราะคอปเปอร์ ไวร์ด กรีดเลือดออกมาแทบจะเป็นแอปเปิล แต่ท้ายที่สุดการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการทำงานราบรื่นกว่าที่คิด เรานำระบบการเงินของบริษัทไปครอบให้เป็นภาพแบบเดียวกัน”
“ปรเมศร์” บอกด้วยว่า เมื่อ “คอปเปอร์ ไวร์ด” มีสินค้าซัมซุง และเสียวหมี่ เข้ามาเติมในพอร์ต ก็ทำให้บริษัทได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของแบรนด์จีน และเกาหลีใต้ นอกเหนือไปจากแอปเปิล ซึ่งเป็นแบรนด์อเมริกาที่ทำงานด้วยกันมาเป็นสิบ ๆ ปี
“แอปเปิลจะพึ่งพาพาร์ตเนอร์ทั้งหมด แต่จะมีไกด์ไลน์คอยบอกว่าต้องทำอะไร ถ้าเป็นซัมซุง จะซัพพอร์ตทุกอย่าง พาร์ตเนอร์มีหน้าที่ขายให้ ส่วนเสียวหมี่ เป็นสไตล์คิดไว ทำไว นโยบายเปลี่ยนเร็ว ทำไปก่อน มีอะไรก็มาปรับกันทีหลัง”
เปิด TECHHOUSE by .life
เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการเปิดTECHHOUSE by .life “ปรเมศร์” เล่าว่า โครงการ One Bangkok ตั้งใจที่จะทำโซนขายแก็ดเจตสายไลฟ์สไตล์อยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสพูดคุย และทำงานร่วมกัน ก็เกิดเป็นร้านขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดที่คอปเปอร์ ไวร์ด เคยทำมา มีสินค้าประมาณ 200 แบรนด์ เรียกว่าเกือบทุกอย่างที่บริษัทนำเข้ามาขาย
“ทราฟฟิกของที่นี่จะไม่ได้พลุกพล่านเท่าที่อื่น แต่คนที่เดินเข้ามาในร้าน คือคนที่ตั้งใจเข้ามาซื้อของจริง ๆ แบรนด์ที่เรานำมาวางใน TECHHOUSE มีหลากหลายสัญชาติ แต่เป็นแบรนด์จีนสัก 40% ต้องยอมรับว่า จีนพัฒนาเร็วมาก ๆ จนแซงหน้าหลาย ๆ ประเทศไปแล้ว เช่น หูฟัง Shokz ก็เป็นแบรนด์จีนที่ทำการตลาดเก่งมาก เขาโตมาจากการทำหูฟังที่ใช้ในกลุ่มสไนเปอร์ มีจุดเด่นที่เทคโนโลยี Bone Conduction วันนี้ภาพลักษณ์เป็นแบรนด์อินเตอร์ไปแล้ว”
ปัจจุบันโมเดลร้านค้าปลีกของคอปเปอร์ ไวร์ด มีหลายแบบ และต่างไปจากบริษัทอื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่น .life โดดเด่นเรื่องไลฟ์สไตล์แก็ดเจต หรือร้าน Nintendo ที่สยามพารากอน จะเจาะไปที่กลุ่มสาวกนินเท็นโดโดยเฉพาะ ที่สำคัญ การออกแบบประสบการณ์ในการซื้อสินค้าระหว่างออฟไลน์ และออนไลน์จะต้องไร้รอยต่อ
“สมมุติว่าลูกค้ามาเห็นของที่ร้านแล้ว ก็สามารถสั่งซื้อบนเว็บได้ หรือเข้าเว็บแล้วต้องรู้สึกไม่ต่างกับการมาเลือกของที่ร้านจริง ๆ คนไทยทำร้านรีเทลเก่งมาก เวลาต่างชาติมาดูงานจะรู้สึก ว้าว อย่างร้าน Nintendo ทางญี่ปุ่น ยังพาพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บินมาดูงานที่เรา”
ลุย Health-Wearable
“ปรเมศร์” พูดถึงการเลือกสินค้าเข้ามาขายในร้านด้วยว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการลองใช้เองแล้วชอบ และคิดว่าน่าจะตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า หรือบางอย่างเกิดจากการเห็นเทรนด์ตอนไปงานแสดงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศ เช่น งาน CES ที่สหรัฐอเมริกา และงาน IFA ที่เยอรมนี เป็นต้น
สำหรับในครึ่งปีหลัง 2568 จะมีสินค้ากลุ่มสุขภาพ และ Wearable Gadget เช่น Smart Glass และ Smart Ring รุ่นใหม่ออกเยอะมาก ๆ ซึ่งจะเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่คอปเปอร์ ไวร์ด มุ่งทำตลาดด้วย โดยปลายปีนี้ มีคิวนำ Smart Ring แบรนด์ดังจากฟินแลนด์ เข้ามาทำตลาดในไทย
“เรามีบริษัท โคแอน (Koan) ทำเรื่องจัดหา และนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะ ข้อดีของสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ หรือสุขภาพ คือไม่เป็นกระแสเท่าสมาร์ทโฟน และเคส จึงมีอายุในการขายนานกว่า แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สินค้าหลายอย่างไม่ได้นำมาขายในไทยง่าย ๆ ด้วยความที่ขนาดตลาดบ้านเรา ไม่เล็กไม่ใหญ่ ทำให้ฝั่งอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย มักได้ของไปขายก่อน”
สร้างการเติบโตสาขาเดิม
ในส่วนของแผนธุรกิจต่อจากนี้ “ปรเมศร์” บอกว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีแห่งการขยายสาขาเพิ่มเติม แต่จะเน้นผลักดันยอดขายของร้านที่มีอยู่แล้วให้ได้มากขึ้น รวมถึงโฟกัสสิทธิบริหาร AIS Shop ในโซนตะวันตกของกรุงเทพฯเต็มตัว
“แม้บริษัทจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คือสามารถโตได้ตามเป้า แต่ด้วยความที่มีลูกค้าทั้งกลุ่มบน และล่าง ก็เห็นว่าลูกค้าคิดนานขึ้นเวลาซื้อของจริง ๆ ทำให้ต้องมีข้อเสนอหรือดีลบางอย่างออกมารองรับ เช่น ซื้อด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ระบบสะสมพอยต์ และจ่ายผ่าน SPayLater”
ซีอีโอ“คอปเปอร์ ไวร์ด” ทิ้งท้ายด้วยว่าความตั้งใจในการทำร้านแบบ .life ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เรื่องธุรกิจ แต่ต้องการสร้าง “พื้นที่” การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี และแก็ดเจตใหม่ ๆ ให้คนไทย เพราะเทคโนโลยีพัฒนาไวมาก อยากให้คนได้อัพเดตสิ่งเหล่านี้
“ลูกค้าจะเดินเข้ามาในร้านเฉย ๆ ก็ได้ แต่ขอให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ กลับไปด้วยก็พอ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 25 ปี Copperwired จาก ‘Apple-Born’ สู่มัลติแบรนด์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net