โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หวั่นแบรนด์เสียทรง Mo-Mo Paradise – HITORI ขอยืนนอกวงสงครามราคาหม้อเดือด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 16.50 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 09.50 น.

สงครามราคาบุฟเฟต์หม้อเดือด สุกี้-ชาบูยังระอุ ดึงดูดลูกค้าเร็วดันตลาดคึกคัก แต่บีบกำไรผู้เล่นเดิม Mo-Mo-Paradise, HITORI SHABU ไม่ร่วมวงลดราคาหวั่นเสียแบรนด์ระยะยาว

ท่ามกลางสมรภูมิ "สงครามราคาสุกี้-ชาบู" ที่ดุเดือดซึ่งเป็นผลพวงจากการแข่งขันที่เข้มข้นของผู้เล่นรายใหญ่และน้องใหม่ที่เน้นกลยุทธ์ราคาถูก แต่ไม่ใช่กับMo-Mo-Paradise และHITORI SHABU ในเครือมากุโระ ที่เลือกไม่เข้าร่วมวงในสงครามราคานี้ เพราะมองว่าการลดราคาอย่างรุนแรงอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ที่สั่งสมมานาน

สงครามราคาสุกี้-ชาบู: เกมที่ผู้บริโภคชนะ แต่ผู้ประกอบการต้องประคองตัว

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าสูงสุดในการใช้จ่าย ส่งผลให้โมเดล "บุฟเฟต์สุกี้-ชาบูราคาเข้าถึงง่าย" อย่าง สุกี้ตี๋น้อย ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากราคาที่เข้าถึงง่ายและกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้เล่นรายใหม่อย่าง ลัคกี้ สุกี้ ก็เข้ามาเสริมทัพให้การแข่งขันยิ่งทวีความรุนแรง ขณะที่ผู้นำตลาดเดิมอย่าง MK สุกี้ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการนำเสนอโปรโมชั่นบุฟเฟต์เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมพร้อมๆกับดึงดูดกลุ่มใหม่

ผลพวงของสงครามราคาหม้อเดือดนี้แน่นอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ “ผู้บริโภค” เพราะมีตัวเลือกที่หลากหลายและราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น ทำให้เข้าถึงสุกี้-ชาบูได้บ่อยขึ้น

ในทางกันข้ามก็เป็นแรงกดดันต่อ “ผู้ประกอบการ” แม้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง MKจะมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ แต่ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นและอาจกระทบต่อกำไรในระยะยาว ขณะที่ผู้เล่นที่เน้นราคาคุ้มค่า (เช่น สุกี้ตี๋น้อย) แม้จะเป็นผู้ที่จุดประกายสงครามนี้ แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และต้องรักษาจุดเด่นเรื่องราคาและความคุ้มค่าไว้ให้ได้

ส่วนผู้ประกอบการรายเล็ก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด หลายรายอาจต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรือถาวร เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

Mo-Mo-Paradise และ HITORI SHABU เห็นต่างไม่ร่วมวงหวั่นเสียแบรนด์

นายสุรเวช เตลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด ผู้บริหารร้าน Mo-Mo-Paradise ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้สงครามราคาจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มยอดขาย แต่คำถามสำคัญคือ "คุ้มค่าจริงหรือในระยะยาว?" และไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะลงไปเล่นในสงครามนี้

“เพราะแบรนด์ที่ลงไปเล่นสงครามราคาวันนี้ สั่งสมบางอย่างมามากพอที่จะลงไปเล่นได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคนที่จะลงไปเล่นในสงครามนี้”

ซึ่งผู้บริหารเน้นย้ำว่า Mo-Mo-Paradise ไม่ได้ถูกวางโครงสร้างมารองรับสงครามราคา และยังไม่ได้มี "บุญสะสม" มากพอเท่าแบรนด์ใหญ่ที่สามารถลงไปเล่นในสมรภูมินี้ได้

“ถ้าเราลงมาเล่นสงครามราคาเมื่อไหร่ เท่ากับเราถอนภาพลักษณ์แบรนด์ที่เราสั่งสมมาตั้งแต่ต้นในเวลาที่รวดเร็ว ภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย การทำโปรโมชั่นของ Mo-Mo-Paradise จะเน้นที่การสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตร ไม่ใช่การลดราคาที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาวหรือทำให้แบรนด์ “เสียราคา” แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” ให้ลูกค้า”

เช่นเดียวกับ นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ HITORI SHABU ที่มองว่าโครงสร้างของ มากุโระ กรุ๊ป ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการลดราคาหรือจัดโปรโมชั่นบ่อยครั้ง แม้จะยอมรับว่าในปัจจุบันผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) มากขึ้น และโปรโมชั่นที่ลดราคาหนักๆ ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูหลายๆปีที่ผ่านมา มากุโระ กรุ๊ป มีการทำราคาโปรโมชั่นและลดราคาน้อยมาก อย่างไรก็ดีผู้บริหารรับว่าปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะ ก็อาจต้องมีโปรโมชั่นบ้างในบางครั้งแต่จะต้องไม่ทำให้แบรนด์เสียจุดยืนหรือสูญเสียตัวตนไป

“ถ้าทำแล้วทำอีกไปเรื่อยๆ มันจะทำให้เพอร์เซ็ปชั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์เปลี่ยนไป ลูกค้ากลุ่มเดิมอาจจะไม่ได้อยากทานเราแล้วเพราะรู้สึกว่าคุณค่าของแบรนด์เราลดลง และจะถูกแทนที่ด้วยลูกค้าใหม่ที่รอยัลตี้ไม่สูงมาก คือมีโปรโมชั่นที่ไหนก็ไปที่นั่น ซึ่งกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ยั่งยืน”

กลยุทธ์ทางเลือก สร้างมูลค่าแทนลดราคา รักษาจุดยืนในระยะยาว

แทนที่จะเข้าร่วมสงครามราคา ทั้ง Mo-Mo-Paradise และ HITORI SHABU เลือกที่จะสร้างมูลค่าและปรับตัวในแนวทางอื่น เช่น Mo-Mo-Paradise เลือกที่จะการตลาดกับบัตรเครดิต KTC ในการแลกแต้ม ขณะที่ HITORI SHABU นำเสนอเมนูในขนาด (Potion) ที่เล็กลง เพื่อให้ราคาต่อบิล (Ticket size) ต่ำลง ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้บ่อยขึ้น

สงครามราคาสุกี้-ชาบูอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในแง่ของทางเลือกและความคุ้มค่า แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้ว นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ การที่ Mo-Mo-Paradise และ HITORI SHABU เลือกที่จะไม่ลดราคา แต่หันไปเน้นการรักษาคุณภาพ สร้างประสบการณ์ และปรับกลยุทธ์ที่เสริมสร้างคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแนวทางการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...