โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แก้เกมสงครามผสมผสาน รับมือศึกนอก-แรงกดดันภายใน

ไทยโพสต์

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 21.30 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

เหตุการณ์พลทหารเหยียบกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชาเล่นสกปรก แทรกซึมเข้ามาฝังทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ช่องบกซึ่งมีการเคลียร์ทุ่นไปแล้ว ทำให้เกิดกระแสกดดันสวิงกลับมาที่ฝ่ายไทยว่า เป็นสุภาพบุรุษเกินไปหรือไม่? เพราะแค่ประท้วง หรือร้องเรียนคณะกรรมการออตตาวา ที่จะมีการประชุมประมาณเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ฝ่ายไทยอาจต้องเจอกับการลอบกัดของฝ่ายตรงข้ามอีกกี่ครั้ง

เพราะพื้นที่ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ถึง จ.บุรีรัมย์ ถือส่วนหนึ่งในสนามทุ่นระเบิด K5 หรือที่มักรู้จักกันในนาม ม่านไม้ไผ่ ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2528-2532 หลังจากที่กองทัพเวียดนามขับไล่กองกำลังเขมรแดงออกนอกประเทศกัมพูชาได้แล้ว จึงทำแนวสกัดกั้นเขมรแดงไม่ให้กลับเข้าประเทศด้วยการวางสนามทุ่นระเบิด ยาวกว่า 700 กม.ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย มีการบันทึกว่าสนามทุ่นระเบิด K5 นี้กว้างถึง 500 เมตร ความหนาแน่นของทุ่นระเบิดที่วางประมาณ 3,000 ทุ่น ต่อความยาว 1 กิโลเมตร

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี, จ.ศรีสะเกษ, จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 (กองทัพเรือ) ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด แนวทุ่นระเบิด K5 ได้สำรวจสำเร็จแล้วหลายจุด รวมถึงบริเวณที่เกิดเหตุระเบิดที่ผ่านมา

จะมีพื้นที่บางส่วนรอบ “รวงผึ้ง” ในพื้นที่อุทยานภูจอง-นายงอย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดมที่ยังเคลียร์ไม่จบ เพราะหยุดปฏิบัติการไปเมื่อช่วงปี 2563 ซึ่งตอนนั้นกัมพูชาไม่ยอมให้มีการสำรวจ โดยหยิบยกเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ ส่วนจุดที่เกิดเหตุมีการเคลียร์เป็นพื้นที่ “สีเขียว” แล้ว

สถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ตอนนี้ จึงดูน่าอึดอัด และอึมครึม ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง ระมัดระวังท่าที เมื่อประกอบกับแนวรบด้านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการใช้มวลชนเป็นตัวแสดง ทำให้ระดับกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกต้องย้ำแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ด้วยความรอบคอบเป็นพิเศษ และต้องใช้ข้อมูล กฎหมายในการมัดคอผู้บิดเบือนให้อยู่หมัด

ภาพที่ออกมาจึงเหมือนการ “ตั้งรับ” เสียเชิงให้กับกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลก็เงื้อค้าง ไม่มีท่าทีใดในการตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ กว่าที่กระทรวงการต่างประเทศจะออกโรงได้ก็ต้องรอหน่วยงานอื่นประณามไปหมดแล้ว

“ตรงนี้ที่อยากขอความเห็นใจ เพราะภาครัฐต้องทำงานตามขั้นตอน รัดกุม ถ้าทำแล้วพลาดจะมาตำหนิอีกว่าทำไมไม่รอบคอบ …..งานของ ศบ.ทก.และกระทรวงกลาโหมไม่ใช่แค่งานเรื่องทุ่นระเบิดเรื่องเดียว เราดูแม้กระทั่งสวัสดิการของน้องทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการว่าจะทำอย่างไร เราคิดอยู่ตลอด ฉะนั้นคนที่รับผิดชอบ ปัญหาจะมาหลายทาง ตอนนี้ตนเองเหมือนหมาวิ่งกัดเห็บที่หางตัวเอง คือ พยายามทำให้ดีที่สุดพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยดำเนินการล่าช้า

เช่นเดียวกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ก็ถูกโลกโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ดีแต่พูด” ปล่อยให้กัมพูชาเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว จนต้องอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่า ในปฏิบัติการบางอย่างก็ไม่สามารถเปิดเผยได้

ขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เคยสั่งการในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. ให้ใช้กลไกระดับภาคและระดับจังหวัด สนับสนุนและเสริมการปฏิบัติภารกิจของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้บริบทของสถานการณ์แบบผสมผสาน (Hybrid) รวมถึงได้เน้นย้ำในการใช้ศักยภาพของมวลชนในพื้นที่ในการเสริมสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวทางอย่างสันติ

แต่ภาพรวมของสถานการณ์ขณะนี้ นอกจากแนวรบในพื้นที่ซึ่งมีทหารทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังอยู่ตลอดแนว มีความสุ่มเสี่ยงและอ่อนไหวอยู่แล้ว ยังมีสถานการณ์ของมวลชนสองชาติที่ต้องการเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของปราสาทตาเมือนธม-ปราสาทตาควาย ด้วยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์รายวัน ซึ่งก็มีความเสี่ยงเช่นกันที่จะเกิดการทะเลาะวิวาทหรือเผชิญหน้ากันได้ทุกเมื่อ

เป้าหมายของรัฐกัมพูชาคือ การสร้างพื้นที่ข่าวในโลกโซเชียล ดึงกระแสประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหว สนับสนุนรัฐบาลกัมพูชา และเป็นแนวร่วมในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่ที่มีการยื่นต่อศาลโลก

ก่อนหน้านั้นยังก่อกวนด้วยการย้ายหมุดปราสาทตาเมือนธมในแอปพลิเคชัน Google Map จากฝั่งประเทศไทยอยู่ไปในฝั่งกัมพูชา เพื่อสร้างหลักฐานเท็จฟ้องสื่อต่างชาติและศาลโลก รวมทั้งหลอกชาวเขมรด้วยกันให้เข้าใจผิดว่า ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในดินแดนกัมพูชามาเนิ่นนาน และประเทศไทยต้องการรุกรานดินแดนกัมพูชา เพื่อต้องการยึดปราสาทตาเมือนธม

หรือกรณีที่มีข่าวว่า กัมพูชาเปิดแนวรบในโลกไซเบอร์ ด้วยการจ้างแฮกเกอร์เกาหลีเหนือเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับไทย

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งกระทรวงกลาโหมและกองทัพของไทยจึงต้องเจอกับข้าศึกภายนอก และกระแสกดดันภายในประเทศที่ “ไม่ได้ดังใจ” ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงรัฐบาลว่ามีจุดยืนอย่างไร เพราะเท่าที่เห็นคือ อยู่ในสถานะลอยตัว “ปิดจ๊อบ” ไม่เผาผีกับ “ฮุน เซน” แล้วก็โยนเผือกร้อนให้ทหารรับหน้าเสื่อไปเต็มๆ

ขณะที่ยุทธศาสตร์ของทหารในระดับกระทรวงกลาโหม พยายามใช้ทุกช่องทางในการหยั่งท่าทีของกัมพูชา และต่อรองให้มีการปรับกำลังทหารกลับเข้าที่ตั้งเดิม ลดการเผชิญหน้า

ซึ่งดูเหมือนว่า กัมพูชาเองก็ต้องการหาทางลง แต่สถานการณ์เลยเถิดเกินกว่าจะกลับหลังหันได้ รอแค่จังหวะในการพาดบันไดหาทางลง เพียงแต่ต้องอาศัยกำลังภายในจากบางฝ่ายเท่านั้น

ขณะที่กองทัพบกใช้ยุทธวิธีในการรักษาพื้นที่โดยไม่ได้เปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบว่าทำอย่างไร แม้จะทำให้ทหารเสียคะแนนนิยมไปบ้าง แต่ในสุดท้ายปลายทางคือหวังความได้เปรียบและรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...