โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าใจใหม่! "ผงชูรส" ไม่ใช่ผู้ร้าย ประโยชน์ที่หลายคนไม่รู้ เฉลยเครื่องปรุงที่ร้ายกว่า

sanook.com

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 00.07 น. • Sanook
เข้าใจซะใหม่!

เข้าใจซะใหม่! "ผงชูรส" ไม่ใช่ผู้ร้ายอย่างที่หลายคนคิด จริงๆ มีประโยชน์ที่คนไม่รู้ เฉลยเครื่องปรุงที่ "ร้ายกว่า"

ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate - MSG) เป็นสารปรุงแต่งรสที่นิยมใช้ในอาหารคาว ถูกค้นพบครั้งแรกในญี่ปุ่น และได้รับความนิยมแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยทำหน้าที่ช่วยเพิ่มรส "อูมามิ" ซึ่งเป็นรสพื้นฐานหนึ่งในห้ารสชาติ (หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และอูมามิ)

ผงชูรสคืออะไร?

MSG เป็นสารประกอบที่ได้จากกรดกลูตามิก (Glutamic Acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติในอาหารหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ ชีส และสาหร่าย ถูกแยกและระบุรสชาติอูมามิโดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น "คิคูนาเอะ อิเคดะ" ในปี 1908

ผงชูรสมักได้จากการ หมักคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำอ้อย กากน้ำตาล หรือหัวบีท และถึงแม้จะได้จากกระบวนการผลิต แต่ไม่มีความแตกต่างทางเคมี ระหว่างกรดกลูตามิกจากธรรมชาติและจากผงชูรส ร่างกายไม่สามารถแยกแยะได้

หน้าที่หลัก ของผงชูรสคือช่วยเพิ่มรสชาติในอาหาร โดยเฉพาะอาหารคาว อาหารกระป๋อง ซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) จัดให้ผงชูรสเป็นสารที่ “ปลอดภัยโดยทั่วไป” (Generally Recognized as Safe – GRAS)

ประโยชน์ของผงชูรส

1.เพิ่มรสชาติและกระตุ้นความอยากอาหาร

ผงชูรสช่วยให้รสชาติอาหารเข้มข้นขึ้น ทำให้บางคนทานอาหารได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความอยากอาหารลดลงเพราะต่อมรับรู้รสชาติเสื่อมถอยลง

ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร การเพิ่มรสชาติอูมามิผ่านผงชูรสลงไปในอาหาร จึงช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้ผู้ป่วยทานอาหารได้มากขึ้น ทานอาหารได้อร่อยขึ้นฃ

2.ลดโซเดียมในอาหาร

ผงชูรสมีโซเดียมน้อยกว่าเกลือทั่วไปถึง 1 ใน 3 ดังนั้นจึงช่วยลดปริมาณเกลือโดยรวมในอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมโซเดียม

ในการใช้งานจริงต่อวัน ปริมาณโซเดียมจากผงชูรสคิดเป็นเพียง 1 ใน 20–30 ของโซเดียมทั้งหมดในอาหาร จึงไม่ใช่ต้นเหตุหลักที่ทำให้เราได้รับโซเดียมมากเกินไป

ที่น่าสนใจคือ ผงชูรสยังช่วยลดการบริโภคโซเดียมทางอ้อม ได้อีกด้วย เนื่องจากเวลาที่เราพยายามลดเกลือหรือเครื่องปรุงอื่น ๆ มักจะรู้สึกว่าอาหารจืด ไม่อร่อย แต่ผงชูรสมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นต่อมรับรส ทำให้รับรู้รสชาติได้ไวขึ้น แม้ใส่เพียงเล็กน้อยก็ยังช่วยให้ อาหารที่ลดเค็มยังอร่อยอยู่ และสามารถลดโซเดียมลงได้ถึง 20–30% โดยไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของรสชาติ

มีงานวิจัยในปี 1998 ที่ทดลองให้วัยรุ่นอเมริกันชิมซุปไก่ 4 สูตร โดยมีระดับเกลือแตกต่างกัน พบว่า ซุปที่ใส่ผงชูรสแม้จะมีเกลือน้อย แต่กลับได้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมน่าทานกว่า เมื่อเทียบกับซุปที่ใส่เกลือในปริมาณเท่ากัน แสดงให้เห็นว่า ผงชูรสสามารถช่วยลดการใช้เครื่องปรุงอื่น ๆ ได้จริง โดยไม่กระทบต่อรสชาติอาหาร

ทานผงชูรสอย่างไรให้ปลอดภัย

วิจัยจาก Harvard ระบุว่า อาการไม่พึงประสงค์ (เช่น ปวดหัว ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก) มักเกิดเฉพาะกับการทาน MSG เพียว ๆ มากกว่า 3 g โดยไม่มีอาหารร่วม คนธรรมดาส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา เมื่อทาน MSG ในอาหารที่ปรุงแล้ว

หากต้องการรับประทานผงชูรสให้ปลอดภัย แนะนำให้ปรุงประกอบอาหารเอง เนื่องจากเราสามารถกำหนดและควบคุมปริมาณผงชูรสได้ โดยปริมาณผงชูรสที่รับประทานได้ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและโรคไตเรื้อรัง คือ ปริมาณ 1 ช้อนชาต่อมื้อ โดยไม่ใส่เครื่องปรุงอื่นๆเพิ่ม

เกลืออาจร้ายกว่า!

เกลือมีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มความดันโลหิต และเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือไต หากบริโภคเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัมตามที่ WHO แนะนำ ส่วนผงชูรสมีโซเดียมน้อยกว่าประมาณ 1 ใน 3 โดยถือว่าปลอดภัยถ้าบริโภคไม่เกิน 3 กรัมต่อวัน

ในความเข้าใจของคนทั่วไป เกลือมักถูกมองว่าเป็นเครื่องปรุงปกติ ขณะที่ผงชูรสถูกมองเป็นตัวร้ายทำลายสุขภาพ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าส่งผลร้ายต่อคนทั่วไป ยกเว้นในกรณีที่ผู้บริโภคมีอาการแพ้โดยเฉพาะ สำหรับคนทั่วไปสามารถบริโภคผงชูรสได้อย่างปลอดภัย หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม หลักการสำคัญคือ "ทุกอย่างต้องพอดี" ไม่เว้นแม้แต่อาหารที่มีประโยชน์ เพราะหากบริโภคมากเกินไป หรือกินแบบไม่สมดุล ก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...