โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินค้าสวมสิทธิปัญหาใหญ่ 'เทรดวอร์' ส.อ.ท.จี้รัฐ 'สังคายนา' ก่อน SME ไทยพัง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ทรานส์ชิปเมนท์" หรือการสวมสิทธิสินค้า ที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่งแก้ไข

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ล่าสุดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็น “ทรานส์ชิปเมนท์” หรือการสวมสิทธิสินค้าจากจีนเข้ามาในสหรัฐ ผ่านประเทศที่สาม

นายเกรียงไกร กล่าวว่า หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ยืนยันผลการเจรจาอย่างเป็นทางการกับเวียดนามว่า สินค้านำเข้าจากเวียดนามจะถูกเก็บภาษีที่ 20% แต่หากเป็นกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสินค้าจากการ “ทรานส์ชิปเมนท์” หรือจากประเทศที่ 3 ซึ่งเป็นที่รู้กันคือ ประเทศจีน ได้ใช้เวียดนามเป็นทางผ่าน หรือมีการ “สวมสิทธิ” จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40% จากเดิมที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากเวียดนามไว้รวม 46%

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทย ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่จะเริ่มเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) อย่างเป็นทางการในคืนวานนี้ (3 กรกฎาคม 2568) โดยเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังจากการประชุมส่วนใหญ่เป็นรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น การที่สหรัฐได้ข้อสรุปกับเวียดนามก่อนนั้น เพราะเวียดนามมีการเจรจากับสหรัฐมาก่อนไทยในหลายครั้ง และมีการเปิดเผยกรอบตัวเลขออกมาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ จากตัวเลขภาษีของเวียดนามทำให้ไทยได้เห็นแนวโน้ม และกรอบการเจรจา ซึ่งถือเป็นการ “เฉลยข้อสอบ” ให้กับทีมไทยแลนด์ นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะด้วยโครงสร้างในกลุ่ม Southeast Asia ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับเวียดนาม เราก็อาจจะเผชิญกับมาตรการภาษีในรูปแบบเดียวกัน

“ส่วนตัวผมมองว่า หากเวียดนามลดภาษีลงจากเดิม 46% เหลือ 20% เราก็น่าจะสามารถเจรจาให้ภาษีสินค้าของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15% ถือเป็นตัวเลขที่พอแข่งขันได้ ส่วนภาษีกรณีการสวมสิทธิที่เวียดนามโดน 40% เราก็อาจจะต่อรองให้อยู่ที่ประมาณ 30% หากคิดในสัดส่วนอ้างอิงเดียวกัน หรือไม่อาจจะโดนเก็บเท่าเวียดนาม เพราะสหรัฐได้มุ่งเป้า และตรวจสอบอย่างเข้มงวดในรายอุตสาหกรรมตามจุดประสงค์หลักคือ การสกัดกั้นประเทศคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ประเทศไทยเพราะไทยที่เป็นมิตรที่ดี” นายเกรียงไกร กล่าว

ทั้งนี้ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขที่การประเมินเบื้องต้น และขึ้นอยู่กับรายละเอียดการเจรจา รวมถึงข้อเสนอที่อาจมีความละเอียดอ่อนที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

นายเกรียงไกร เน้นย้ำว่า ประเด็นการสวมสิทธิสินค้าไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องการส่งออกไปสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศอีกด้วย ซึ่งภาคเอกชนพูดมานานแล้วว่า การนำเข้าสินค้าจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ ทำให้สินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าราคาถูกเหล่านี้เข้ามา “ตีตลาด” และ “ถล่ม” ผู้ประกอบการ SME ของประเทศ ซึ่งปัญหานี้สะสมมาหลายปีแล้ว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งจากตัวเลขสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทย 5 เดือนแรกของปี 2568 นี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะลดลง กลับเพิ่มขึ้นเสียอีก

“จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมกว่าครึ่งหนึ่งของ 47 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ จะส่งผลให้อุตสาหกรรม และ SME ของไทยอ่อนแอลงอย่างมาก และอาจต้องปิดกิจการในที่สุด” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐครั้งนี้ จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ที่ประเทศไทยจะต้องกลับมา “สังคายนา” ระบบการบริหารจัดการภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐ และป้องกันไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าประเทศ ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะ “ไม่ทน” โดยไม่ทนในความหมายคือ ไม่ทนนั่งประชุม และสื่อสารออกไปเป็นข้อความผ่านสื่อ และเอกสารอีกต่อไป

“เอกชนจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยจะเข้าไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมศุลกากร และกระทรวงการคลัง เป็นต้น เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และใกล้ชิดเพื่อนำเสนอข้อมูลแบบมุ่งเป้า” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ศึกษาและมีข้อมูลรู้ถึงปัญหาดีว่าอยู่ตรงไหน และได้แจ้งไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงถึงเวลาที่ต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยในสภาวะที่ท้าทายนี้

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...