เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่ง Sideways Up ในกรอบ 1,180-1,205 จุด โดยมี Sentiment หนุนหลังสหรัฐฯบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับญี่ปุ่นด้วยอัตราภาษี 15% ส่วนสำหรับไทยวันนี้ก.คลังเตรียมยื่นข้อเสนอสุดท้ายเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยคาดหวังว่าจะได้รับการลดภาษีสู่ระดับ 20% หรือต่ำกว่า ใกล้เคียงกับภูมิภาค โดยล่าสุดฟิลิปปินส์บรรลุดีลกับสหรัฐฯแล้วเช่นกันโดยได้ลดภาษีจาก 20% เหลือ 19% โดยต้องติดตามข้อเสนอของไทยซึ่งตามข่าวระบุว่าจะไม่ได้เปิดตลาดให้สหรัฐฯทั้งหมด จะทำให้สหรัฐฯพอใจและทำข้อตกลงด้วยหรือไม่
ขณะที่ปัจจัยในประเทศโดยรวมยังไม่มีประเด็นใหม่เพิ่มเติม โดยตลาดยังคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ ขณะที่ปัจจัยการเมืองคาดว่าจะกลับมามีน้ำหนักและสร้างความผันผวนในเดือนหน้า เราคาดว่าตลาดจะเริ่มจับตาที่การประกาศผลการดำเนินงาน 2Q25 ซึ่งเราเชื่อว่าตัวเลขคาดการณ์จะค่อนข้าง Conservative ซึ่งอาจทำให้โอกาสที่กำไรจะออกมาต่ำกว่าคาดมีน้อยลง อย่างไรก็ตามโฟกัสสำคัญอยู่ที่แนวโน้มการเติบโตช่วง 2H25 จากผู้บริหารในการประชุมนักวิเคราะห์ว่าจะมองผลกระทบจากภาษีทรัมป์มากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดว่ายังมีความไม่แน่นอนและยังมีความเสี่ยงที่ประมาณการ EPS ของ SET ปัจจุบันที่ 89 บาทยังมีโอกาสถูกปรับลง ในเชิงกลยุทธ์ยังเน้น Selective Buy โดยเฉพาะหุ้นที่ยัง Laggard ดัชนีในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่ง มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : SYNEX
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 14.25 บาท
• แนวโน้ม 2Q25 เดินหน้าทำ new high ต่อเนื่องทั้งยอดขายและกำไร โดยได้แรงหนุนจาก Nintendo Switch 2 ช่วงปลายไตรมาส คาดกำไรปกติ 162 ลบ. +8% q-q, +25% y-y
• โมเมนตัมกำไร 3Q25 คาดจะยังทำ New High ต่อเนื่องจาก Apple ที่เปิดตัวสินค้าใหม่และรับรู้ได้ได้ Nintendo Switch 2 เต็มไตรมาส เราประเมินว่าประมาณการกำไรปี 2025 ของ Consensus ที่ 702 ลบ. +12% y-y อาจมี upside ราว 5-10%
• แนวรับ 10.50-10.40 บาท แนวต้าน 11.20//11.50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ แกว่งกรอบแคบ รอข่าวใหม่ๆ มีแรงขายทำกำไรหุ้นขึ้นมามาก โดยตลาดหุ้นไทย ตลาดเข้าสู่โหมดพักตัวรอข่าวบวกใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องผลการเจรจาการค้า นักลงทุนสลับเข้าเก็งกำไรหุ้นรายตัว บางส่วนเริ่มเช้าเก็งงบ 2Q
• ดีลการค้าสหรัฐฯ เป็นประเด็นต้องติดตามต่อเนื่อง โดนัลด์ ทรัมป์ ทยอยประกาศ Tariff Rate กลุ่มประเทศคู่ค้าหลักไปบ้างแล้ว เช้านี้ เป็นของญี่ปุ่นที่ 15% กลุ่ม ASEAN จะถูกเก็บอยู่ในช่วงประมาณ 20% ด้านผลการเจรจาของไทย-สหรัฐฯ ยังมีความไม่ชัดเจน(ลบ) และอาจเป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นออกมา
• ราคาน้ำมัน (Brent $68) และดอลล่าร์ (Dollar Index 97.39) ปรับตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางการเจรจาการค้าที่เข้มข้นขึ้นก่อนถึงกำหนดเส้นตาย ขณะที่ราคาทองคำ($3,428) และ Bitcoin ($120,075) ยังแข็งแกร่ง เป็นสัญญาณเตือนของตลาดว่า ตลาดกำลังมีความเสี่ยง ที่นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ …. เช้านี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 31.6 บาท/ดอลล่าร์ เพราะดอลล่าร์อ่อน+ทองขึ้น อาจกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกในวันนี้
• ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ โดยมีผลวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป …. เรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ในการประชุมกนง. 2 ครั้งที่เหลือหลังขึ้นรับตำแหน่ง (8 ต.ค., 17 ธ.ค.) จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นปัจจัยเชิงลบตอหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่ราคาจะไม่กระเทือนมาก หลังส่งงบ 2Q ออกมาดีกว่าตลาดคาด
• การเมืองไทย ยังอยู่ในโหมดสูญญากาศทางการเมือง ไปจนถึงปลายเดือน มีคำร้องหรือคดี ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับนายกฯ อยู่ถึง 3 เรื่อง (คลิปเสียง+ม.112+ชั้น14) ผลของคำตัดสิน ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้น ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะตัดสินคำร้องคลิปเสียงของนายกฯ ก่อนคดีอื่นๆ (อาจจบไม่เกินกลางเดือน ส.ค.) หากมีเหตุให้นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่ง จะเป็นความเสี่ยงของตลาด
• DAOL ประเมินกำไรตลาด 2Q/25 ไว้อยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท……. จากนี้ไป บริษัทต่างๆ จะทยอยนำส่งงบการเงินไล่ตั้งแต่ PTTEP กลุ่ม SCC และหุ้นกลุ่มการเงินตามลำดับ ส่วนหุ้นที่ถูกคาดกำไรจะออกมาดี อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน(TOP, SPRC) เกษตร (CPF, TFG)
• วันพรุ่งนี้(24) จะมีรายงานตัวเลขส่งออกของไทย เดือนก่อน +18.4% คาดเดือนนี้ไว้ที่ 19.0% …. หุ้นที่เกี่ยวข้อง AAI, ITC, SAT, HTECH, CPF, TFG, GFPT
• Event วันนี้ : ยอดขายบ้านมือสองสหรัฐฯ
Strategy
ดัชนีฯ กลับสู่โหมดพักตัว หากวันนี้ ยังไม่สามารถดีดตัวขึ้นไปหา 1200 จุดได้ .. ปัจจัยชี้ทางตลาด ในระยะนี้ ยังคงเป็นผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการลงทุน
• กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังคงเน้นการเลือกลงทุนในหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มาก (Laggard) หรือหุ้นที่ราคาปรับฐานลงมาลึก แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ และอาจมีการขายทำกำไรในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงเพื่อสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน
• สถานการณ์แนวชายแดนกัมพูชา ยังมีความเสี่ยงให้เห็น อาจต้องระวังการลงทุนหุ้นที่อิงรายได้จากประเทศนี้
• หุ้นในพอร์ตวันนี้ เรานำ CPALL, WHA* ออก และนำ CPF* เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CPF*(10%), TTB(10%), GLOBAL(20%), SCB(10%)
Technical CBG, OSP
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,180 แนวต้าน 1,200 คาดดัชนีทรงตัว หลังสหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นได้ โดยยังรอผลการเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐ – ไทย ก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. แนะนำทยอยซื้อกลุ่มไฟแนนท์ SAWAD,MTC,TIDLOR,KTC,TISCO,KKP / โรงไฟฟ้า GULF,GPSC / กลุ่มอุปโภค CPALL,CBG,OSP ที่คาดจะได้ประโยชน์จากนโยบายผ่อนคลายการเงินของผู้ว่า ธปท.ท่านใหม่
TFM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 6.60 บาท) แนวโน้มช่วง 2Q-3Q68 คาดกำไรฟื้นตัว QoQ โดยยอดขายอาหารสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 68 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี รับดีมานด์อาหารกุ้ง-ปลากะพง จะเข้าช่วง high season (2Q-3Q) ในปี 68 บริษัทฯ มีงบประมาณลงทุนรวมกว่า 300 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรลดต้นทุนและขยายกำลังการผลิต นอกจากนี้คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงจากการเจรจาการค้าที่ไทยอาจจะถูกสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เข้ามาทุ่มตลาด แต่คาดไม่กระทบต่อความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ (กุ้ง ปลา) ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรในปี 68 ที่ 567 ล้านบาท +6%YoY
KLINIQ (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35.50 บาท) ประเมินกำไรสุทธิ 2Q68 อยู่ที่ 90ลบ. (+21%YoY , +6%QoQ) แม้มีปัจจัยลบจากการขยายสาขา 5 แห่งใน 2Q68 และปิด L.A.B.X 1 แห่ง(คาดรายการ impairment ราว -2 ลบ.) แต่คาดปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่าจากรายได้ +YoY +QoQ ส่วนช่วงที่เหลือปีนี้ 3Q68 คาด จะกดดันจากการเปิดสาขา 4 แห่งรวมถึงสาขาที่เปิดใน 2Q68 ยังไม่ Breakeven แต่ YoYยังจะเห็นกำไรเป็นบวกได้ต่อ ขณะที่ข้ามไป 4Q68 คาดว่าจะมีการเปิดสาขาใหม่แห่งเดียว และรายได้จากสาขาใหม่ดีขึ้นจาก 3Q68 ส่งผลให้เราคาดว่า 4Q68 จะเป็นจุดสูงสุดของปี ปัจจุบัน เราคาดกำไรสุทธิ ปี68 และ ปี 69 ของ KLINIQ ที่ 371 ลบ.( +15%YoY) และ 448 ลบ.(+20%YoY)