รมว.คลัง ชี้ภาษีทรัมป์ยังไม่จบ เปิดตลาดให้สหรัฐ 69% เตรียมซอฟต์โลนรับมือ
รมว.คลัง เตรียมซอฟต์โลน 2 แสนล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% ผ่านแบงก์รัฐ ช่วยเอสเอ็มอีรับมือภาษีสหรัฐฯ แจง 3 แนวทางเจรจา เปิดตลาดเพิ่มให้เป็น 69% -เพิ่มลงทุน-เพิ่ม Local content ป้องกันสวมสิทธิ์ ชี้ภาษีสหรัฐฯ เป็นยาขมไม่ใช่ยาหวาน ทุกฝ่ายต้องเดินไปทางเดียวกัน ยึดประเทศเป็นหลัก
14 ก.ค. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาโต๊ะกลม กรุงเทพธุรกิจ Roundtable: The Art Of The (Re)Deal ว่า ได้เตรียมมาตรการเพื่อรับมือกับผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ไว้ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ทั้งด้านการลงทุน ช่วยการจ้างงาน
“การเจรจาผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะจบหรือไม่ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ หรืออาจจะต้องต่อเนื่องต่อไป เพราะหลายประเทศที่ว่าจบก็ไม่รู้ว่าจบอย่างไร ดังนั้นการเตรียมมาตรการช่วยเหลือก็เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมไว้ ซึ่งมาตรการเยียวยาต่างๆ ก็มีการเตรียมการมาระยะหนึ่งแล้ว การให้ซอฟต์โลนก็ทำผ่านแบงก์รัฐฯ อาจจะทางออมสินมากหน่อย ฝั่งเกษตรก็อาจจะมี ธ.ก.ส. โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้จากปกติต้นทุนการเงินของแบงก์จะอยู่ที่ 2%”
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เตรียมมาตรการเยียวยาอื่นๆ เพิ่มเติม โดยหารือกับภาคอุตสาหกรรมแต่ละธุรกิจให้สรุปผลกระทบแยกเป็นรายเซคเตอร์ เพื่อที่จะได้เตรียมมาตรการให้เหมาะสม ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของสหรัฐฯ ที่มาลงทุนในไทย ก็ได้ให้เจรจากับสหรัฐฯ ถึงความจำเป็นในการลงทุนที่ไทย
“เราพบว่า 1 ใน 3 ของ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 เป็นสินค้าด้านอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบริษัทของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น บริษัทเหล่านั้นมาอยู่ไทย 10-20 ปี มีความคุ้นเคยในการทำงาน มีซัพพลายเชน การที่เขาจะย้ายออกไปในเวลาอันสั้นเป็นไปไม่ได้ เราจึงให้เขาอธิบายว่าทำไมเขาต้องอยู่ที่นี่ เพราะสินค้าที่ผลิตส่วนใหญ่ก็ส่งออกไปทั่วโลกรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย ก็หวังว่าเขาจะคุยได้เพราะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะวิธีคิดก็มักจะคาดไม่ถึงเสมอ”
ด้านการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นายพิชัย เปิดเผยว่า การเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยืนยันว่าเป็นการเจรจาภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของประเทศ รักษาสมดุลการค้า และปฏิบัติได้ในระยะยาว โดยอยู่บนหลักการที่ทีมเจรจายึดอยู่ ดังนี้
1. เปิดตลาดให้กว้างขึ้นในสินค้าที่สหรัฐอยากขายและไทยอยากซื้อ โดยต้องไม่กระทบกับ FTA ของประเทศต่างๆ ที่ทำกับไทย ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ คือ ถ้าเป็นของที่ไทยผลิตและบริโภคในประเทศอยู่แล้วต้องนำเข้าเฉพาะสิ่งที่ไทยขาดเท่านั้น
“ข้อเสนอใหม่ที่ไทยเราส่งไปให้พิจารณา เราเปิดตลาดให้สหรัฐแล้ว 63-64% และเพิ่มเป็น 69% เรามีการเปิดตลาดสินค้าบางอย่างที่เราไม่เคยเปิด ยกตัวอย่างลำไย ปลานิล เนื่องจากเป็นสินค้าที่ส่งออกไปหลายๆ ที่ ในอัตราภาษีต่ำอยู่แล้ว หากจะมีการเปิดให้สหรัฐฯ ก็ไม่มีผลกระทบต่อไทย และอาจมีการส่งออกเพิ่ม เพราะทุกวันนี้ ไทยเปิดอัตราภาษีต่ำสำหรับผลไม้ให้หลายๆ ประเทศ ยกเว้นสหรัฐฯ ที่ยังคงเก็บภาษีสูง”
ขณะที่ได้เพิ่มข้อเสนอให้สหรัฐฯ นำสินค้าเข้ามาในระดับ 0% ในกลุ่มที่ไทยผลิตไม่ได้ หรือของที่ผลิตในไทยแล้วไม่เพียงพอ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้มีการนำเข้าจริง สินค้าสหรัฐฯ ไม่เคยขายให้ประเทศไทย แต่ก็อยากให้ไทยเปิดตลาดให้ โดยยืนยันว่าไม่กระทบกับตลาดในประเทศ
“สินค้าหลายชนิดไทยทำ FTA มีสินค้าหลายอย่างที่อยู่ในระดับ 0% อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการนำเข้าและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ก็ต้องมีการเสนอให้สหรัฐฯ อยู่ในระดับ 0% หรือใกล้ 0% โดยอยู่ในสินค้าที่ไทยผลิตไม่ได้ ต้องนำเข้า ข้อเสนอใหม่ที่ไทยเราส่งไปให้พิจารณา”
2. ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจไทยในสหรัฐมากขึ้น เพราะสหรัฐต้องการส่งออกมากขึ้น และทำฐานผลิตในประเทศสหรัฐให้มีความแข็งแรงมากขึ้น
3. การให้ความสำคัญกับการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ โดยข้อเสนอของสหรัฐนั้นจะให้มีการเพิ่มการใช้วัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่มีการผลิตในประเทศไทย (Local content)
“ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดนิยามว่าสัดส่วน Local content ต้องเป็นเท่าไร กติกาเดิมคือ 40% ถึงจะส่งออกได้ ตอนนี้อาจจะปรับให้เป็น 60-80% ที่เหลืออีกประมาณ 30% เป็นใครก็ได้ แต่ก็กลัวว่าจะกำหนดว่าบุคคลที่ 3 ไม่เกิน 10% ถ้าเป็นแบบนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กระทบหมด ซึ่งเรื่อง Local content ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไทยและเวียดนามคล้ายกันแต่ต่างกันคือ Local content สัดส่วนเท่าไรต้องเดาให้ออก เพราะไม่งั้นจะเป็นการให้เยอะไป เราก็มาพิจารณา มีการตั้งโจทย์ต่อไป”
นายพิชัย เปิดเผยว่า หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีหลายประเทศก็ต้องการเร่งเจรจากับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามการดำเนินการเจรจามีกระบวนการและเงื่อนไขต่างๆ อย่างไรก็ตามมองว่าแม้ไทยจะเจรจาช้ากว่าบางประเทศแต่ก็ได้มีการติดต่อกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ รวมถึงได้เห็นแนวทางของประเทศอื่นๆ
“วันนี้ดีใจที่ช้าหน่อย เพราะได้ฟังคนอื่น ได้เห็นวิธีคิด และสิ่งที่เปลี่ยนไปในสหรัฐฯ ไม่ว่าตลาดเงิน ตลาดทุน อย่างไรก็ตามคำตอบก็คือต้องเจรจา”
ส่วนปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายหรือมาตรการรับมือภาษีสหรัฐฯ หรือไม่ นายพิชัยเปิดเผยว่า จำเป็นต้องชี้แจงให้สาธารณชนเข้าใจ เนื่องจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เปรียบเสมือนยาขม ไม่ใช่ยาหวาน การตัดสินใจต้องยึดประเทศเป็นหลัก เพื่อให้ทุกฝ่ายดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
“การตัดสินใจไม่ได้มีอะไรที่จะได้มา 100% การที่จะได้อะไรมาบางอย่าง ก็อาจจะต้องเสียบางอย่างบ้าง”