โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

BH กำไร Q2/68 ต่ำสุด ลุ้นครึ่งหลังฟื้น

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 17.33 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น-BH นักวิเคราะห์ฯ คาด BH จะรายงานกำไรอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลงทั้ง QoQ และ YoY ซึ่งจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ ถูกฉุดตามรายได้จากตะวันออกกลางที่ลดลง และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวลง พร้อมคาดไตรมาส 3/2568 ลุ้นกำไรฟื้นตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ที่เอื้อต่อการเข้าใช้บริการโรงพยาบาล และการกลับเข้ามาใช้บริการของคนไข้ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางเช่น กาตาร์ UAE ที่คาดจะกลับเข้ามามากขึ้น หลังจากที่มีการเลื่อนเข้ารับการรักษาในช่วงก่อนหน้า

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH) กำไรปกติไตรมาส 2/68 จะลดลง 6.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ 15.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มาอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ไตรมาส โดยคาดรายได้จะลดลงทั้ง QoQ และ YoY ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรด้วย

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของตลาดคนไข้ตะวันออกกลาง BH น่าจะต้องเผชิญกับการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดตะวันออกกลางต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกาตาร์ที่รายได้ลดลง YoY ในไตรมาส 1/2568 หลังจากเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 1-4/2567

พรีวิวไตรมาส 2/2568 สะท้อนว่า BDMS และ PR9 น่าจะมีรายได้จากตะวันออกกลางเติบโตแข็งแกร่ง YoY ซึ่งน่าจะหนุนการเติบโตของรายได้จากกาตาร์เป็นหลัก แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางดูอ่อนตัวในช่วงเดียวกัน นอกจากนี้ คนไข้ชาวคูเวตที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลยังคงไม่มีการฟื้นตัว ทั้งนี้ แม้ BH มีความพยายามในการเจาะตลาดใหม่ๆ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นรายได้รวม และจากบริการระดับพรีเมียมทำให้การแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งน่าจะทำได้จำกัด

การบริหารจัดการเงินทุนขับเคลื่อนด้วยเงินปันผล คาดว่าเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) จะคงที่ที่ 5 บาท ตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งเท่ากับปี 2567 โดยอัตราการจ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 59%-83% (ปี 2568-70) จาก 51% ในปี 2567 โดยกระแสเงินสดสุทธิของ BH สนับสนุนสมมติฐานดังกล่าว โดยเชื่อว่า BH มีแนวโน้มไม่น่าทำการซื้อหุ้นคืน

แนวโน้มไตรมาส 3/2568 คาดว่ารายได้จะฟื้นตัว QoQ จากผลของช่วงไฮซีซั่นของคนไข้ตะวันออกกลาง แต่รายได้น่าจะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากแนวโน้มรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางที่ลดลง นอกจากตลาดนี้ ผลการดำเนินงานน่าจะมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และความตึงเครียดชายแดนไทยและกัมพูชา

ปรับลดประมาณการกำไร ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2569-70 ลง 18% เพื่อสะท้อนสมมติฐานรายได้และอัตรากำไรที่ลดลง และมีสมมติฐานการจ่าย DPS คงที่ที่ 5 บาท ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป จากเดิมที่คาดอัตราการจ่ายปันผลที่ 51-53% ในปี 2568-70 ขณะที่โรงพยาบาลสาขาภูเก็ตยังไม่รวมอยู่ในประมาณการ

แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 152.00 บาท จากการปรับลดประมาณการกำไรหลังปี 68 อย่างไรก็ตาม ราคาปัจจุบันน่าจะสะท้อนแนวโน้มการเสียส่วนแบ่งตลาดคนไข้ตะวันออกกลางแล้ว

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด คาดผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 2/2568 มีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล6,082 ล้านบาท (-3.5%YoY,-1.0%QoQ) ลดลงจากปัจจัยฤดูกาลและแม้ในงวดนี้จะไม่ได้รับผลจากช่วงรอมฎอนที่สิ้นสุดไปในช่วงไตรมาส 1/2568 แล้ว แต่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทาให้ผู้ป่วยต่างชาติเลื่อนการเข้ารับบริการจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวลง รวมถึงด้านสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แม้จะได้รับผลกระทบจำกัด

คาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 49.8% ลดลงจากช่วงไตรมาส 2/2567 ที่ 52.3% ตามแนวโน้ม Utilization ที่ลดลงขณะที่สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้เพิ่มขึ้นมาอยูที่ระดับ 17.8% เทียบกับไตรมาส 2/2567 ที่ 16.0% ส่งผลให้คาดกำไรสุทธิในงวด เท่ากับ 1,681 ล้านบาท (-13.0%YoY,-3.1%QoQ) หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 27.2% ลดลงจากช่วงไตรมาส 2/2567 ที่ 30.2% คาดเป็นจุดต่ำสุดของปี

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง คาดพัฒนาการจะดีขึ้นตามการเข้าสู่ high season ของกลุ่มโรงพยาบาลแต่เบื้องต้นมองแนวโน้มยังคงชะลอตัว YoY ทั้งไตรมาส 3/2568 และไตรมาส 4/2568 จากฐานที่สูงปีก่อนเทียบกับปีนี้มีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจแนวโน้มนักท่องเที่ยวชะลอตัว และผู้ป่วยจากเมียนมาที่ลดลงหลังจากเหตุแผ่นดินไหว

เบื้องต้นคงประมาณการณ์ทั้งปีรายได้จากกิจการโรงพยาบาลเท่ากับ 24,895 ล้านบาท (-3.2%YoY) และกำไรสุทธิ7,177 ล้านบาท (-7.7%YoY) จากแนวโน้ม Utilization ที่ลดลงจากปีก่อนและระดับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 17.3% จากปีก่อนที่ระดับ 16.2%

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสมที่ 203 บาท/หุ้น โดยอิง PER ที่ 22.5 เท่า ซึ่งเท่ากับ PER เฉลี่ยของกลุ่มโรงพยาบาลที่ซื้อขายกันในช่วงต้นปีนี้ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวและปัจจัยลบต่อรายได้ผู้ป่วยต่างชาติไปพอสมควรแล้วทั้งนี้แม้ว่าปีนี้ผลการดำเนินงานมีโอกาสไม่เติบโตต่อจากปีก่อน แต่ด้านราคามองว่ายังน่าซื้อสะสม

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คาดกำไรไตรมาส 2/2568 ที่ 1,687 ล้านบาท หดตัว 12.7% YoY และ 2.7% QOQ ต่ำสุดของปี ตามรายได้โรงพยาบาลที่ปรับตัวลดลง 4.5% YoY และ 2.0% QoQ ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์เดิม โดยมีปัจจัยกดดันจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทําให้คนไข้ต่างชาติส่วนใหญ่เลื่อนการเข้ารับบริการเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ Aftershock ทั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงกลับสู่สภาวะปกติ

สําหรับผู้ป่วยชาวเมียนมาร์ซึ่งคิดเป็นประมาณ 6% ของรายได้โรงพยาบาลกลับมาเข้ามาใช้บริการช้ากว่าประเทศอื่นเล็กน้อยเนื่องจากได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวภายในประเทศที่รุนแรงกว่าประเทศไทยนอกจากนี้ในเดือน เม.ย. ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์มีวันหยุดยาวหลายวันติดกันส่งผลให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าใช้บริการลดลงแม้ว่าผู้ป่วยตะวันออกกลางเริ่มทยอยกลับเข้ามาใช้บริการมากขึ้นหลังสิ้นสุดเดือนรอมฏอน ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามารักษาโรคร้ายแรงที่มีมาร์จิ้นสูง ประกอบ BH ได้ปรับขึ้นค่ารักษาประมาณ 4% ตั้งแต่ต้นปีแต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมดด้านอัตรากําไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 50.5% ลดลงจาก 52.1% ในช่วงเดียวกันปีก่อนแต่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 50.3% จากการกลับเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยตะวันออกกลางขณะที่ SG&A/Sales คาดขยับขึ้นจาก16.0% ในไตรมาส 2/2567 เป็น 17.8% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 17.7% จากค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชากระทบจํากัด

ประเด็นความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาต่อรายได้ของ BH ฝ่ายวิจัยประเมินผลกระทบค่อนข้างจํากัดเนื่องจากผู้ป่วยชาวกัมพูชาคิดเป็นประมาณ 4% ของรายได้โรงพยาบาลปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่มีกําลังซื้อสูงและนิยมเดินทางเข้ามารับการรักษาโรคร้ายแรงที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง อย่างไรก็ตามฐานคนไข้กัมพูชาได้ชะลอตัวลงค่อนข้างมากแล้วตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าอันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับการแข่งขันของโรงพยาบาลในประเทศที่มีความรุนแรงมากขึ้น

3Q68 ลุ้นกําไรกลับมาฟื้นตัว QoQ

ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 จะกลับมาดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากฤดูกาลที่เอื้อต่อการเข้าใช้โรงพยาบาล โดยปีนี้ฝนมาเร็วและมีปริมาณมากกว่าทุกปีส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคตามฤดูกาล เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับเข้ามาใช้บริการของคนไข้ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางเช่น กาตาร์ UAE ที่คาดจะกลับเข้ามาใช้โรงพยาบาลมากขึ้นหลังจากที่มีการเลื่อนเข้ารับการรักษาในช่วงก่อนหน้า

รวมถึงการกลับเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยชาวเมียนมาร์ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศคลี่คลาย อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน คาดชะลอตัว YoY จากฐานสูงในช่วงเดียวกันปีก่อนบวกกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาดังกล่าวข้างต้นและผู้ป่วยชาวจีนซึ่งคิดเป็นประมาณ 3% ของรายได้โรงพยาบาลมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากนโยบายรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายและบริโภคภายในประเทศมากขึ้นขณะที่กลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่อาจเข้าใช้บริการลดลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัจจัยลบข้างต้นฝ่ายวิจัยจึงมีการปรับสมมติฐานรายได้รพ.ลง 10% มาอยู่ที่ 24,895 ล้านบาท ลดลง 2.9% YoY เพื่อสะท้อนแนวโน้มรายได้โรงพยาบาลครึ่งปีแรกที่คาดจะปรับตัวลดลง 5.3%YoY แต่ยังคงรักษาระดับมาร์จิ้นเดิมจากความรุนแรงของโรคในช่วงที่เหลือของปีที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหักลบค่าใช้จ่ายพนักงานที่อาจขยับขึ้นเล็กน้อยส่งผลให้กําไรสุทธิทั้งปี 68 อยู่ที่ 7,027 ล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิม 10%

ให้น้ำหนักการลงทุน Neutralราคาเหมาะสม 200บาท

หลังการปรับลดประมาณการลงส่งผลให้ราคาเหมาะสมใหม่อิง DCF ลดลงจาก 230.00 บาท เหลือ 200.00 บาทคิดเป็น Implied PER 23 เท่าแม้มี Upside สูง 46%แต่ผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ชะลอมากกว่าที่คาดไว้หลักจากปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทําให้คนไข้ต่างชาติกลับเข้าใช้บริการได้น้อยกว่าคาดกดดันราคาหุ้นช่วงสั้นทําให้ BH ยังไม่สามารถเอาชนะตลาดได้แม้ราคาหุ้นปัจจุบันปรับตัวลงมาค่อนข้างมากก็ตามฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักการลงทุน Neutral โดยจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนแนะนําเป็นช่วงหลังประกาศงบไตรมาส 2/2568 เพื่อรองรับ High Season ในไตรมาส 3/2568 และอาจลากยาวไปถึงไตรมาส 4/2568 ที่คาดว่าผลการดําเนินงานจะกลับมาเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...