จับตา M&A ไทยยังโต KPMG ชี้นักลงทุนพร้อมเดินหน้า แม้โลกไม่นิ่ง
จับตาการควบรวมกิจการในไทย ยังมีโอกาสเติบโต KPMG ชี้นักลงทุนยังพร้อมเดินหน้า แม้ยังเผชิญเศรษฐกิจโลกที่ไม่นิ่ง ดีลยุคใหม่ซับซ้อนขึ้น ใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงรัดกุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เคพีเอ็มจี ประเทศไทย (KPMG) เปิดเผยรายงาน Doing deals in Thailand 2025 โดยผลการสำรวจเเสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ของตลาด M&A ในประเทศไทยนั้นได้พัฒนาไปสู่สภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจระดับโลกก็ตาม
นักลงทุนและผู้ประกอบการต่างก็สามารถปรับตัวและรับมือกับโครงสร้างการควบรวมกิจการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและส่งเสริมให้การควบรวมกิจการสำเร็จลุล่วง และยังคงให้ความสนใจในการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจ มองตลาด M&A ไทยอย่างไร ?
ผลการสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำดีลควบรวมกิจการ แม้จะมีความซับซ้อนและความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การเจรจาและการดำเนินการควบรวมกิจการใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการควบรวมกิจการในปัจจุบันใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 2562
โดยนักลงทุนมีการใช้รูปแบบอัตราการชำระมูลค่ากิจการตามผลการดำเนินงานของผู้ขาย (earn-out) และโครงสร้างการควบรวมกิจการที่ซับซ้อน เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า นักลงุทนมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ การวางแผนธุรกิจ และการตรวจสอบสถานะของกิจการ (due diligence) อย่างละเอียดรัดกุมมากขึ้นก่อนการตัดสินใจซื้อขายกิจการ
สำหรับปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการนั้น ผลสำรวจยังเผยว่า แรงจูงใจหลักของดีลควบรวมกิจการในประเทศไทยกว่า 2 ใน 3 มาจากความต้องการการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ มีเพียงร้อยละ 18 ที่มุ่งเน้นการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และ 16% ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจด้วยการเข้าซื้อซัพพลายเออร์หรือลูกค้า
แม้ว่าการตรวจสอบสถานะของกิจการทั้งด้านการเงิน ภาษี และกฎหมาย จะยังคงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด แต่ปัจจุบันการตรวจสอบดังกล่าวได้ขยายขอบเขต ให้ครอบคลุมการประเมินด้านการค้า การดำเนินงานในองค์กร ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ก็เริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดย 73% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในระดับปานกลางถึงสูง
ในอีกมุมหนึ่ง บริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการให้เวลาและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจร่วมกันก่อนการควบรวมกิจการมากขึ้น โดยการวางแผนธุรกิจร่วมกันอย่างรัดกุมและละเอียดรอบคอบ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลให้การควบรวมกิจการประสบความสำเร็จด้วยดี
ในส่วนแหล่งเงินทุนในธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ ผลสำรวจพบว่า เงินสดสำรองของบริษัทยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลัก ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการลงทุนที่รอบคอบรัดกุม ภายหลังยุคโควิด-19 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ยังคงมีศักยภาพในการขยายลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ บทบาทของกองทุนสินเชื่อภาคเอกชน (private credit funds) ที่เพิ่มมากขึ้นในระดับภูมิภาคจะช่วยเสริมสภาพคล่องในตลาด และสร้างโอกาสให้เกิดการควบรวมกิจการ และการลงทุนที่มีโครงสร้างซับซ้อนได้มากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม
ผลการสำรวจยังระบุเพิ่มเติมว่า กว่า 84% ของผู้ตอบแบบสำรวจ วางแผนที่จะเข้าซื้อกิจการในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ครั้งในอีก 5 ปีข้างหน้า และ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจ มีแผนที่จะดำเนินการควบรวมกิจการอย่างน้อย 4 ครั้ง
มองประเทศไทย ยังดึงดูดนักลงทุน หลายอุตสาหกรรม
นายเอียน ธอร์นฮิลล์ หุ้นส่วน และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการซื้อขายกิจการ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ผู้นำธุรกิจสามารถรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งปรับแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์การควบรวมกิจการและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง คณะผู้บริหารยังคงให้ความสำคัญกับการหาช่องทางให้องค์กรเติบโตต่อไป และการควบรวมและซื้อกิจการ ก็ยังคงเป็นแนวทางที่สำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
“ปัจจุบัน เราเห็นสภาพแวดล้อมการควบรวมและซื้อกิจการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างรอบด้าน ด้วยเหตุนี้ เคพีเอ็มจีจึงได้พัฒนาแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์และการปฏิรูปองค์กรเข้ามาทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการควบรวมกิจการ ไปจนถึงหลังจากที่ดีลเสร็จสิ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถรับมือกับความซับซ้อนและบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้ได้”
โดยสรุปแล้ว ธุรกิจไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะคว้าโอกาสจากการควบรวมกิจการที่ยังคงเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก การปรับโครงสร้างธุรกิจ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการประเมินมูลค่ากิจการที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นภายหลังจากที่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ
แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าจับตามองในระดับภูมิภาค แต่ด้วยปัจจัยได้เปรียบทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน และคุณภาพของแรงงาน
ทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดด้านความยั่งยืน ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ รายงาน “Doing Deals in Thailand 2025” ของ KPMG เป็นการสำรวจภาพรวมตลาดการควบรวมและซื้อกิจการในประเทศไทยฉบับที่สอง ต่อเนื่องจากฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี 2562 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อติดตามแนวโน้มของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจไทยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
รายงานฉบับดังกล่าวยังถ่ายทอดมุมมองของผู้ที่มีส่วนร่วมกับในการควบรวมกิจการ ที่กล่าวถึงโอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์ในการลงทุน ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจากหลากหลายสายงาน ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจ การเงินและบัญชี การวิเคราะห์การลงทุน การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร และผู้บริหารระดับสูงจากหลายอุตสาหกรรม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตา M&A ไทยยังโต KPMG ชี้นักลงทุนพร้อมเดินหน้า แม้โลกไม่นิ่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net