โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘อินโดนีเซีย’ ลดงบนโยบายอาหารฟรีลง 22% หวังคลายกังวลนักลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 21.29 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 06.00 น.

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า “อินโดนีเซีย” ได้ปรับลดแผนการใช้งบประมาณสำหรับโครงการอาหารฟรีลงแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นนโยบายโครงการอาหารที่ใช้งบประมาณแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะเดียวกันประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” ยังคงผลักดันโครงการขนาดใหญ่อื่น ๆ อีกหลายโครงการ

ดาดัน ฮินดายานา หัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเปิดเผยว่า อินโดนีเซียลดงบโครงการแจกอาหารฟรีลง 22% เหลือประมาณ 21,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.9 แสนล้านบาทในปีหน้า รวมทั้งคาดการณ์ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการอาหารฟรีในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 7.5 พันล้านดอลลา ซึ่งลดลงถึง 29% จากแผนเดิมที่วางไว้

ปราโบโว ยอมรับว่าโครงการแจกอาหารฟรีนี้มีความท้าทาย แต่เขามองว่านี่คือ การลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของอินโดนีเซีย "หลายคนแสดงความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับโครงการอาหารฟรี และมองว่ามันเป็นโครงการที่เป็นไปไม่ได้" และเสริมว่า "เราต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาคิดผิด"

โครงการอาหารฟรีอินโดนีเซีย: ติดอันดับ 2 ของโลก

โครงการอาหารฟรีของอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐเท่านั้น

ข้อมูลจาก Global Child Nutrition Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากซีแอตเทิลที่สำรวจโครงการลักษณะนี้ ระบุว่าสหรัฐได้ตั้งงบประมาณสำหรับค่าอาหารในปีการศึกษาที่สิ้นสุดลงในปี 2566 ไว้ที่ 29,400 ล้านดอลลาร์ ส่วนโครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในปีนั้นคือ ฝรั่งเศส ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์

ความท้าทายของโครงการอาหารฟรี

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของโครงการอาหารฟรีแก่ 83 ล้านคนนี้คือ การจัดหาวัตถุดิบอาหารให้เพียงพอ โดยฮินดายานากล่าวว่า โครงการจะเน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ไข่ ไก่ ปลา ผัก และผลไม้

แต่ทว่าความต้องการนมจะสูงเกินกว่าปริมาณที่มีอยู่ในประเทศในไม่ช้า เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลอินโดนีเซีย จึงมีแผนใหญ่ที่จะ นำเข้าวัวนมมากถึง 1.5 ล้านตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้จำนวนวัวนมในประเทศเพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า โดยวัวนมเหล่านี้จะถูกนำเข้ามาจากหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในยุโรป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...