โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'ภาษีทรัมป์' ฉุดรายได้ 'การท่าเรือฯ' จ่อหยุดสถิตินิวไฮ 3 ปี ซ้อน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 17.21 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 23.09 น.

ผลประกอบการของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เติบโตทำ New Record ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน สะท้อนถึงภาพการส่งออกและนำเข้าสินค้าทางเรือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา กทท. มีรายได้สูงสุดรวม 17,224 ล้านบาท เป็น New Record มีกำไรสุทธิ 7,648 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้ง

ขณะที่ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – มี.ค. 2568) มีกำไรสุทธิ 3,500 ล้านบาท โดยเฉพาะปริมาณเรือเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง รวมสูงถึง 7,371 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.95% สินค้าผ่านท่า 61.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.10% และตู้สินค้าผ่านท่า 5.56 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 5.35%

อย่างไรก็ดี การเติบโตของปริมาณสินค้าทางเรือหลังจากนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมจัดเก็บภาษีศุลกากร สำหรับประเทศไทยในอัตราสูง 36% เริ่ม 1 ส.ค.นี้ ซึ่งผลพวงที่ชัดเจนคือจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก ปริมาณการส่งออกสินค้าทางเรือที่เป็นขนส่งหลักของผู้ประกอบการเลือกใช้ และเป็นผลกระทบมายังรายได้ของ กทท.ในปีนี้ที่อาจพลาด New Record ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36% เริ่ม 1 ส.ค.นี้ โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณลบจากผู้ประกอบการสายการเดินเรือ เนื่องจากการนำเข้าและส่งออกเป็นธุรกิจที่ต้องดำเนินการล่วงหน้าประมาณ 2 – 3 เดือน จึงเชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวน่าจะเห็นภาพชัดเจนในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ภาพรวมการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์ได้ประกาศออกมาล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการเร่งรับคำสั่งซื้อและส่งออกสินค้าไปล่วงหน้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีหลายบริษัทที่รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าจนถึงสิ้นปี

และทยอยส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือของไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือหลัก มีปริมาณขนส่งสูงสุดถึง 9.5 แสน TEUs ต่อเดือน จากเดิมปริมาณตู้สินค้าอยู่ที่ 6-7 แสน TEUs ต่อเดือน

“เรื่องผลกระทบของภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นที่จะทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงนั้น เรื่องนี้การท่าเรือฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแผนการรับมือต่อไป"

รวมทั้งและเชื่อว่ารัฐบาลกำลังพยายามที่จะเจรจาลดผลกระทบเรื่องนี้อยู่ ซึ่งก็ยังมีเวลาที่ยังไม่ทำให้เรื่องนี้กระทบต่อปริมาณการส่งออก เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรับออเดอร์ล่วงหน้าไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ในระยะสั้นจึงยังไม่ได้รับผลกระทบ น่าจะไปเห็นภาพกลางเดือน ส.ค.นี้

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่ลงทุนในท่าเรือของไทย และอาจเปลี่ยนใจไปลงทุนในท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านที่มีภาษีต่ำกว่านั้น กทท.ประเมินว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นผลกระทบต่อการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการลงทุน เนื่องจากการลงทุนท่าเรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เวลาก่อสร้าง มีสัมปทาน และมีมูลค่าการลงทุนสูง ดังนั้นไม่น่าจะมีกรณีย้ายฐานการเดินเรือ

อีกทั้งหากเปรียบเทียบอัตราภาษีที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงนั้น พบว่าอยู่ในอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับไทย อาทิ อินโดนีเซียถูกจัดเก็บ 32% และมาเลเซียถูกจัดเก็บ 25% ดังนั้น กทท.จึงไม่กังวลมากว่าเรื่องนี้จะเป็นแรงจูงใจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนฐานการลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...