โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “Fighterbrand” ทำแบรนด์ลูกแข่งกับแบรนด์แม่ ที่บริษัทใหญ่ๆ ชอบใช้

TODAY

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 13.55 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 06.55 น. • workpointTODAY

– รู้ไหมว่าไอศกรีม “Dairy Queen” และ “Swensen’s” มีเจ้าของเดียวกันคือ MINOR
– รู้ไหมว่ายาสระผม “Dove” และ “Clear” มีเจ้าของเดียวกันคือ Unilever
– รู้ไหมว่า “Singapore Airlines” และ “Scoot” เป็นสายการบินที่มีเจ้าของคนเดียวกัน

อยากรู้ไหมว่า ทำไมบริษัทใหญ่ ๆ ถึงชอบทำแบรนด์ที่ขายสินค้า หรือบริการแบบเดียวกันออกมาในแบบที่ไม่กลัวว่าแต่ละแบรนด์จะแย่งลูกค้ากันเองเลย ?

ในบทความนี้ TODAYBizview จะมาเล่าเรื่องกลยุทธ์ “Fighterbrand” หรือ การทำแบรนด์ใหม่ แต่ขายสินค้าแบบเดิมให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ

เริ่มจากเข้าใจก่อนว่า Fighterbrand คือกลยุทธ์ที่บริษัทจะสร้าง “แบรนด์ลูก” ที่มีสินค้า หรือบริการแบบเดียวกับแบรนด์แม่ แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าออกมา

โดยจุดประสงค์หลัก ๆ ของการทำ Fighterbrand ก็คือใช้ป้องกันส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์แม่ จากคู่แข่งหน้าใหม่ที่ใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาแข่งขัน

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพก็คือ สมมติว่า แบรนด์ A ขายไอศกรีม ราคาโคนละ 89 บาท และขายดีมาก จนแบรนด์ B เห็นว่าตลาดไอศกรีมน่าสนใจ เลยอยากลงไปเล่นบ้าง ก่อนจงใจทำไอศกรีม ที่ลดคุณภาพลงมานิดหน่อย แต่ขายตัดราคาแบรนด์ A ที่โคนละ 49 บาท

แม้ไอศกรีมแบรนด์ B อาจจะสู้เรื่องคุณภาพไม่ได้ แต่ด้วยราคาขายที่ถูกกว่าก็สามารถแย่งลูกค้าจากแบรนด์ A ไปได้พอสมควร

แต่แบรนด์ A ติดปัญหาคือถ้าลดราคาลงไปสู้ ก็อาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ แถมถ้าลดราคาลงไปแล้วการจะกลับมาขายราคาเดิมก็ยากมาก

แบรนด์ A เลยแก้เกมส์ด้วยการทำ “Fighterbrand” ก็คือ “ไอศกรีมแบรนด์ C”

โดยให้แบรนด์ C ขายไอศกรีมที่มีราคาและคุณภาพพอ ๆ กับแบรนด์ B คือโคนละ 49 บาท ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะขึ้น

ผลคือ แทนที่แบรนด์ A จะเสียลูกค้าให้แบรนด์ B ไปเฉย ๆ แต่ก็ได้แบรนด์ C มาทำหน้าเป็น “แบรนด์นักสู้” ที่ป้องกันยอดขายส่วนนี้เอาไว้

ทำให้ในภาพรวม แบรนด์ A ยังสามารถป้องกันส่วนแบ่งการตลาดบางส่วนไว้ได้โดยที่ไม่ต้องลดราคาขายเลยนั่นเอง

ตัดมาที่โลกแห่งความเป็นจริงเป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่ว่าถ้าธุรกิจไหนกำไรดี หรือมีแนวโน้มไปได้สวย ก็มักจะมีผู้เล่นหน้าใหม่อยากเข้ามาแข่งด้วยอยู่แล้ว

เพราะต้องยอมรับกันตามตรงว่าสินค้าเพียงชนิดเดียวไม่มีทางตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

ลูกค้าบางคนอาจจะชอบสินค้าพรีเมียม และพร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของคุณภาพดี ในขณะที่ลูกค้าบางคนอาจจะชอบสินค้าราคาถูก ขอแค่สินค้ามีมีคุณภาพที่พอใช้ได้ก็พอแล้ว

ทำให้คู่แข่งที่เข้ามาใหม่ชอบใช้ท่าง่าย ๆ อย่าง “การขายราคาถูกกว่า” มาแย่งฐานลูกค้าจากเจ้าตลาดให้เห็นกันบ่อย ๆ

โดยครั้งหนึ่งในอดีต ก็มีเคสดัง ๆ ของของ “ขนมฮานามิ” ที่เคยถูกแบรนด์ขนมเจ้าอื่นๆ ทำขนมคล้าย ๆ กัน แต่ขายราคาถูกกว่า หรือขายราคาเท่ากัน แต่ให้ปริมาณเยอะกว่า มาตีตลาดในต่างจังหวัด

ทำให้ฮานามิต้องออก Fighterbrand ที่ชื่อว่า “รวยเพื่อน” เป็นขนมที่คล้ายกับฮานามิมาก ๆ แต่ให้ปริมาณเยอะกว่ามาสู้ตลาดในต่างจังหวัดก่อนรวยเพื่อนจะประสบความสำเร็จ และกลายมาเป็นกรณีศึกษาที่คนพูดถึงจนถึงทุกวันนี้

ถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนน่าจะเข้าใจคอนเซปต์คร่าว ๆ ของกลยุทธ์ Fighterbrand กันมากขึ้นแล้ว ว่าเป็นกลยุทธ์ที่เอาไว้ใช้ในเชิง “ป้องกัน” ไม่ให้คู่แข่งหน้าใหม่เข้ามา

อย่างไรก็ดี ก็มีหลายครั้งที่กลยุทธ์ Fighterbrand ถูกใช้ในจุดประสงค์อื่น ๆ อย่างการทำแบรนด์ใหม่เพื่อกินส่วนแบ่งการตลาดให้มากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือเคสของ MINOR เจ้าของ The Pizza Company, Swensen’s, Diary, Sizzler และอีกหลายแบรนด์ ที่มีการใช้กลยุทธ์ Fighterbrand มาขยายตลาดให้เห็นกันบ่อย ๆ

เคสที่ว่า คือเคสของ Swensen’s และ Dairy Queen ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว

โดยช่วงเวลาก่อนที่ MINOR จะนำแบรนด์ Dairy Queen เข้ามาทำตลาดในไทย ทางบริษัทก็มีแบรนด์ Swensen’s ที่ขายไอศกรีมอยู่แล้ว แถมยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมาก ๆ

แต่ MINOR ก็เลือกจะนำ Dairy Queen ที่ขายไอศกรีมเหมือนกันเข้ามาทำตลาดในไทยอยู่ดี โดยจะวางตำแหน่งทางการตลาดไว้ให้เหมาะกับลูกค้า “คนละกลุ่ม”

– Swensen’s ถูกวางให้เป็นแบรนด์ แมส-พรีเมียม ตกแต่งร้านสวยงาม มีที่นั่งให้คนเข้ามาทานในร้าน และมีราคาเริ่มต้นสูงกว่า Dairy Queen

– Dairy Queen ถูกวางให้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย เน้นราคาย่อมเยาให้เข้าถึงคนได้เยอะๆ โดยหลาย สาขาไม่มีที่นั่ง เพราะเน้นให้ลูกค้าซื้อไปทานนอกร้าน

จะเห็นได้ว่าแม้จะขายไอศกรีมเหมือนกัน แต่ทั้ง Swensen’s และ Dairy Queen กลับสามารถเติบโตได้ดีจากลูกค้าคนละกลุ่ม ทำให้ในภาพรวม MINOR จะได้ส่วนแบ่งจากตลาดไอศกรีมเพิ่มขึ้น

และเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่ทำให้ MINOR กลายเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาดไอศกรีมบ้านเรามาจนถึงวันนี้

แถมการมีแบรนด์ที่ขายสินค้าแบบเดียวกันแบบนี้ ยังช่วยให้คู่แข่งหน้าใหม่ที่จะเข้ามาแข่งมีช่องว่างให้ลงมาเล่นน้อยลงอีกด้วย

เพราะในมุมของคู่แข่งถ้าอยากลงมาเล่นในตลาดไอศกรีมราคาย่อมเยา ก็อาจเจอคู่แข่งเป็น Dairy Queen หรือถ้าอยากขึ้นไปเล่นในตลาดไอศกรีมที่พรีเมียมขึ้นมาหน่อยก็อาจะเจอคู่แข่งเป็น Swensen’s นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...