โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

OSP ฝาเหลืองพลิกเกม! ดันมาร์เก็ตแชร์พุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 08.13 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

คุณค่าบริษัท

เคยถูกปรามาสว่า การที่บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ประกาศสงครามราคาด้วยการออกสินค้าใหม่ M-150 ฝาเหลืองสูตรน้ำผึ้ง ขนาด 150 มิลลิลิตร ขายในราคาเดิม 10 บาท วางจำหน่ายเฉพาะช่องทาง Traditional Trade ในร้านค้าโชห่วยต่างจังหวัด และเน้นโซนที่มีปัญหา ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

ไม่ต่างจากการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ เพราะนักวิเคราะห์ประเมินว่า แม้ทำให้มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้น แต่ OSP ต้องแลกมาด้วยมาร์จิ้นที่ต่ำลง และที่สำคัญจะไปกินส่วนแบ่งการตลาดของ M-150 ราคา 12 บาทเองด้วย…นั่นหมายถึงผลประกอบการปีนี้น่าจะเติบโตลดลง

แต่ล่าสุดกลยุทธ์ M-150 ฝาเหลือง 10 บาท ของ OSP ได้รับการพิสูจน์ว่าน่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะสามารถดันมาร์เก็ตแชร์ในเดือน เม.ย. 2568 ให้พุ่งแตะ 45% จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 44.5%

ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,265.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 828.49 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ 295 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรจากการขายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายขวดแก้วในเมียนมา จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 970 ล้านบาท เติบโต 17.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

โดยอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 40.3% จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่มีอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ย ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น และราคาต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง

ขณะที่นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อ OSP มากขึ้น โดย บล.เคจีไอ ระบุว่า OSP กลับมาครองส่วนแบ่งตลาดในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของไทยในภาวะอิ่มตัวอีกครั้งด้วย M-150 ราคา 10 บาท ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงสูง โดยส่งสัญญาณการป้องกันเชิงรุกท่ามกลางปริมาณยอดขายที่ลดลง แม้จะมีความเสี่ยงด้านลบจากการตอบโต้ราคาที่อาจเกิดขึ้น

แต่ผลกระทบต่อมาร์จิ้น ดูเหมือนจะถูกประเมินไว้สูงไป จากมีสัญญาณเบื้องต้นถึงการที่สินค้าแย่งยอดขายกันเองที่ต่ำ ด้วยปริมาณส่วนแบ่งตลาดที่ 30.5% และมูลค่าส่วนแบ่งตลาดที่ 45% กำไรหลักปี 2568-2570 ของ OSP น่าจะเติบโต 8%/5%/5% ซึ่งสูงกว่า consensus หนุนจากธุรกิจในต่างประเทศและกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลที่มีมาร์จิ้นสูง

ด้าน บล.ดาโอ คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/2568 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัว และกำไรทรงตัวหรือขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน หนุนโดยรายได้ขยายตัวจากรายได้ domestic beverage และ personal care ที่ขยายตัว

ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 3,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109% และกำไรปกติที่ 3,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% หนุนโดย 1) รายได้รวมเพิ่มขึ้น 5% 2) GPM ขยายตัว จาก raw & packaging materials ที่ปรับตัวลดลง และ 3) SG&A expenses ทรงตัว จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับการประเมินมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันราคาหุ้น OSPซื้อขายกันที่ P/E ระดับ 22.01 เท่า เทียบกับ P/E ตลาดโดยรวมที่ระดับ 15.12 เท่า ถือว่าราคาซื้อขายสูงกว่าตลาด สอดคล้องกับ P/BV ที่ระดับ 2.73 เท่า ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ปัจจุบันซื้อขาย P/BV เฉลี่ยที่ 1.05 เท่า โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 18.65 บาท จากราคาต่ำสุด 16.00 บาท และราคาสูงสุด 24.00 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...