โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ลิขิตแห่งตะวัน (อ่านฟรีจนจบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 05.45 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2567 เวลา 16.58 น. • เย้าจันทร์
ดวงตากลมโตใต้แพขนตาหนางอนงามที่ปิดสนิทมานานนับเดือนค่อยๆ กลอกไปมาสำรวจสิ่งที่อยู่ในครรลองด้วยความมึนงง ใบหน้ามีความไม่แน่ใจ งุนงง สับสน ผ่านไปสักพักก็ค่อยๆ รับรู้ว่า…..นี่ไม่ใช่ความฝัน!!

ข้อมูลเบื้องต้น

คำโปรย

แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างนุ่มนวล อบอุ่น จากนั้นค่อยๆเจิดจ้า สว่างไสว เสียงเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งในโลกหล้าได้เริ่มต้นอีกครั้ง หลังจากความมืดมิดของรัตติกาลได้แทนที่ด้วยแสงนวลอันอบอุ่น เป็นสัญญาณว่า ชีวิตได้เริ่มต้นอีกครั้ง วันใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว

ดวงตากลมโตใต้แพขนตาหนางอนงามที่ปิดสนิทมานานนับเดือนค่อยๆ กลอกไปมาสำรวจสิ่งที่อยู่ในครรลองด้วยความมึนงง ใบหน้ามีความไม่แน่ใจ งุนงง สับสน ผ่านไปสักพักก็ค่อยๆ รับรู้ว่า…..นี่ไม่ใช่ความฝัน!! สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาใจหล่นวูบ…มือเล็กมากเหมือนมือเด็ก ท่อนแขนนี่ผอมมากกกก!! นี่มันหนังหุ้มกระดูกชัดๆ!!

“นี่มันอะไรกัน!?” เธอหลับตาลงและลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่ภาพมือและท่อนแขนนี่ก็ยังไม่หายไปไหน

‘ข้าคือท่านและท่านก็คือข้าเจ้าค่ะ ข้ามารอท่านเพราะนี่คือชะตาของพวกเรา ข้ามาจากที่ที่เราได้ถือกำเนิด’ ……. ‘มันถึงเวลาที่เราต้องกลับไปยังที่ที่พวกเราได้ถือกำเนิด พวกเขากำลังรอเราอยู่’

คำพูดของเด็กน้อยที่ชื่อเซียวกวางซินดังขึ้นมาในหัว เธอนอนแกะความหมายของประโยคนั้นทีละนิด จากสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้

‘ท่านได้จากที่ที่เคยอยู่ก่อนหน้ามาแล้ว และตอนนี้ท่านต้องกลับไปยังที่ที่ท่านได้จากมา’

“นี่หมายถึง เราหมดอายุขัยจากโลกโน้น และวิญญาณกลับมาอยู่ในร่างของเซียวกวางซินเพราะเป็นคนๆ เดียวกันหรือ!? “

……………………..

ผังตัวละคร

ตระกูลเยี่ยน (ฝั่งพระเอก)

เยี่ยนไท่หยาง(พระเอก) แม่ทัพใหญ่/ชินอ๋องซื่อจือ อายุ18ปี

เยี่ยนไท่เวย (พ่อพระเอก) เยี่ยนชินอ๋อง 39 ชันษา

เยี่ยนลี่อิน (แม่พระเอก) ตระกูลเดิมซุน(บุตรสาวคนเล็กเจ้าเมืองหานโจว)36 ชันษา

เยี่ยนไท่หมิง (น้องชายพระเอก) พระโอรสองค์รองในชินอ๋อง อายุ 12 ปี

เยี่ยนลี่มี่ (น้องสาวพระเอก) พระธิดาในชินอ๋อง อายุ 9 ปี

เยี่ยนหลงไท่ (ฮ่องเต้) ฮ่องเต้ พระเชษฐาของชินอ๋อง 40 ชันษา

ซุนลี่จิ่น (ฮองเฮา) ตระกูลเดิมซุน(บุตรสาวคนโตเจ้าเมืองหานโจว)38 ชันษา

เยี่ยนเฟยหลง (รัชทายาท) อายุ 20ปี

เยี่ยนหนิงหลง (องค์ชายสาม) อายุ 18ปี

เยี่ยนเฟยเทียน (องค์ชายใหญ่) องค์ชายในซูเฟย อายุ 20ปี

เยี่ยนฮุ่ยเจิน (องค์หญิงใหญ่) องค์หญิงในกุ้ยเฟย อายุ 13ปี

หลี่หลันฮวา (กุ้ยเฟย) พระมารดาขององค์หญิงใหญ่

เกาฟางหรง (ซูเฟย) พระมารดาขององค์ชายใหญ่

เยี่ยนหมิง (อาพระเอก) จวินอ๋อง น้องชายต่างมารดาขององค์ฮ่องเต้ 30 ชันษา

ตระกูลเซียว (ฝั่งนางเอก)

เซียวเหยียนเจีย (พ่อ) อายุ 33ปี

เซียวหนิงอัน (แม่) (ตระกูลเดิม ลู่) อายุ 30ปี

เซียวลู่จื้อ (พี่ชายใหญ่) อายุ 14ปี

เซียวจื่อหมิน (พี่ชายรอง) อายุ 12ปี

เซียวกวางซิน (นางเอก) อายุ 9 ปี

………………..

ข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินเรื่อง

แคว้นที่ปรากฏเรื่อง

แคว้นชิงหลง , แคว้นฉิน , แคว้นหาน และ แคว้นเว่ย

ค่าเงิน

1000 อีแปะ = 1 ตำลึงเงิน

10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง

เวลา

ยามโฉ่ว 01.00 – 02.59 น.

ยามอิ๋น 03.00 – 04.59 น.

ยามเหม่า 05.00 – 06.59 น.

ยามเฉิน 07.00 – 08.59 น.

ยามซื่อ 09.00 – 10.59 น.

ยามอู่ 11.00 – 12.59 น.

ยามเว่ย 13.00 – 14.59 น.

ยามเซิน 15.00 – 16.59 น.

ยามโหย่ว 17.00 – 18.59 น.

ยามซวี 19.00 – 20.59 น.

ยามห้าย 21.00 – 22.59 น

ยามจื่อ 23.00 – 24.59 น.

……….

1 วัน 12ชั่วยาม

1 ชั่วยาม 2 ชั่วโมง

1ก้านธูป 30 นาที

1 เค่อ 15 นาที

ชั่วจิบชา เวลาสั้น ๆ

มาตราวัด/ตวง

1 หมู่ 666 ตารางเมตร (1ไร่ มี 1,600 ตารางเมตร )

1 ชุ่น 1 นิ้ว (2.54 ซม.)

1 ฉื่อ 23-24 ซม.

1 จั้ง 10 ฉื่อ (ประมาณ 2.3-2.4 เมตร)

1 หลี่/ลี้ 500 เมตร โดยประมาณ

1 ชั่ง/จิน 500 กรัม

1เหลี่ยง 1ส่วน 10ของ 1ชั่ง/จิน (50 กรัม)

………………..

แนะนำตัว

กราบสวัสดีรีดเดอร์ทั้งหลาย ไรท์เป็นนักเขียนหน้าใหม่ ที่หลังจากเป็นนักอ่านมานานหลายปี เสียเงินไปหลายตำลึงเพื่อตามอ่านนิยายของนักเขียนท่านอื่นๆ ก็เริ่มคิดที่จะเขียนนิยายซักเรื่องเป็นของตัวเอง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องแรกของไรท์ที่เขียนขึ้นด้วยความมั่นหน้า อาจมีบางช่วงบางตอนที่ไม่ค่อยลื่นไหล ภาษาที่ใช้อาจมีคำที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์บ้าง แต่ไรท์จะพยายามให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ

ตัวละครต่างๆ ในเรื่องไม่มีอยู่จริง เรื่องนี้กล่าวถึงการย้อนข้ามมิติ แต่ไม่มีอภินิหารเทพเซียนพลังเหนือธรรมชาติใดๆ มาช่วยเหลือตัวละครนะเจ้าคะ อาจไม่ถูกใจรีดบ้าง แต่ค่อยๆ แนะนำนะเจ้าคะ ไรท์ยินดีฟังคำแนะนำและความคิดเห็นเชิงติเพื่อปรับปรุง กราบตักฝากเนื้อฝากตัวกับรีดเดอร์ทุกท่านด้วยเจ้าค่ะ

เย้าจันทร์

**นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน เย้าจันทร์ แต่เพียงผู้เดียว ไม่อนุญาตให้ละเมิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2537 และตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพิ่มเติม พ.ศ. 2558**

ข้ารอท่านมานานมากแล้ว

มณฑลซานซี ประเทศจีน “กวางซิน” (แสงสว่างยามรุ่งอรุณ)หญิงสาวร่างบอบบางเจ้าของตากลมโต นัยน์ตาแวววาวหวานซึ้ง อายุ23ปี สะดุ้งตื่นหลังจากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เสียงเหนื่อยหอบของเจ้าตัวเหมือนไปวิ่งออกกำลังกายมาอย่างไรอย่างนั้น เธอฝันอีกแล้ว ฝันถึงเด็กหญิงร่างผอมบางแต่เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนนอนไร้สติอยู่บนเตียง มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังอยู่ข้างๆ ในฝันเธอรู้สึกเจ็บปวดกับเสียงคร่ำครวญของคนเหล่านั้น เธออยากเดินเข้าไปกอดปลอบแต่ขาไม่สามารถขยับได้ ความรู้สึกอึดอัดทรมานอัดแน่นอยู่ในใจ

ตั้งแต่เด็ก กวางซินมีความรู้สึกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างลางเลือนแต่สม่ำเสมอ เป็นความรู้สึกโหยหา และรู้สึกถึงบางอย่างที่รอคอยเธออยู่ เมื่อเติบโตขึ้นความรู้สึกนี้ยิ่งเด่นชัด เธอพยายามหาถึงที่มาแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบให้ตนเอง 3-4ปีมานี่มีบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมา คือเธอมักฝันถึงเรื่องเดิมๆ

กวางซินเพิ่งย้ายมาทำงานอยู่ที่มณฑลซานซี ได้2ปี เธอทำงานเป็นดีไซเนอร์เครื่องประดับให้กับบริษัทจิวเวอรี่ชื่อดังของประเทศจีน นอกจากงานหลักที่ร่ำเรียนมา หญิงสาวยังมีความรู้ด้านยาสมุนไพรระดับนึง เนื่องจากยายผู้เลี้ยงดูเธอตั้งแต่จำความได้เป็นหมอยาสมุนไพรประจำหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งที่กวางซินเติบโตมา

กวางซิน เป็นเด็กกำพร้า ยายนำเธอมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ เธอไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร แต่ก็ไม่เคยใส่ใจตามหา อยู่กับคุณยายคอยช่วยเหลืองานทุกอย่างเท่าที่เด็กน้อยผู้นึงจะทำได้ ก่อนที่คุณยายจะเจอเธอ ท่านเคยแต่งงานแต่ไม่มีบุตร และสามีมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจึงทำให้ท่านใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่คิดแต่งงานใหม่จนกระทั้งรับเธอมาเลี้ยง สองคนยายหลายใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้แร้นแค้น

คุณยายส่งเสียให้เธอเรียนหนังสือด้วยเงินที่ได้มาจากการรักษาและขายยาสมุนไพรที่ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านโดยที่กวางซินคอยเป็นผู้ช่วยในการปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว ตากแห้ง และบดให้ยายตามสั่ง ถามว่าทำไมชาวบ้านจึงใช้สมุนไพรในการรักษาแทนที่จะไปหาหมอในเมือง เพราะเนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลเมือง หากไม่ได้เจ็บป่วยหนักหรือเป็นโรคร้ายแรง ชาวบ้านก็เลือกที่จะกินยาสมุนไพรแทนการเสียเวลาเดินทางไกลเข้าเมืองเพื่อไปหาหมอ

โรงเรียนมัธยมที่กวางซินเรียนอยู่ในตัวอำเภอ ซึ่งทุกวันเด็กสาวใช้เวลาเดินทางไปและกลับกว่า4ชั่วโมง เธอช่วยงานคุณยายดูแลแปลงสมุนไพรและแปลงผักเป็นประจำหลังเลิกเรียนเพราะท่านอายุเยอะแล้ว

ชีวิตสองยายหลานดำเนินมาเรียบเรื่อยจนกระทั้งก่อนจบมัธยมปลายเพียงแค่ไม่กี่เดือน กวางซินก็เสียคุณยายไปด้วยโรคชรา การสูญเสียญาติเพียงผู้เดียวที่มีอยู่ในโลกใบนี้ไปเกือบทำให้เธอเสียการเรียน ดีที่เพื่อนและอาจารย์ช่วยกันดึงสติเธอกลับมาก่อนที่จะพลาดการสอบ ก่อนจากไปยายได้ทิ้งทรัพย์สินเอาไว้ให้เธอพอได้ใช้จ่ายแต่ก็ไม่ได้เยอะมากมาย ดังนั้นเธอจึงปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาในการเรียนต่อมหาลัย

จากการคำแนะนำของอาจารย์ กวางซินได้เลือกสอบชิงทุนเข้าเรียนมหาลัยในเมืองหลวงปักกิ่ง คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบเครื่องประดับ และย้ายไปอยู่อาพาร์ทเม้นท์ราคาถูกที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนรู้จักของอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้หาให้ พร้อมทั้งทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วยเพื่อหารายได้เสริม

กวางซินทำงานทุกอย่างที่สามารถทำได้ ทำให้เธอไม่มีเพื่อนสนิท หญิงสาวไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นในยามที่เพื่อนๆชวนหลังเลิกคลาส เนื่องจากต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ หลายครั้งเข้าเพื่อนๆจึงยอมแพ้ถอยห่างไปเอง

กวางซินต้องดูแลตัวเองไม่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ตมันจึงทำให้เธอต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ เพื่อนๆหลายคนก็เข้าใจในจุดนี้ และด้วยความสดใสอัธยาศัยดี ความเรียนเก่ง ความมีไอเดียเก๋ๆของเธอ เมื่อยามอยู่ในคลาสเรียนเพื่อนๆมักเข้ามาถามไถ่ขอคำแนะนำอยู่เสมอ ยามต้องทำงานกลุ่มก็คอยช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ชีวิตในรั้วมหาลัยของกวางซินไม่เดียวดายจนเกินไป กวางซินพยายามขวนขวายหาความรู้ให้ตัวเอง พยายามฝึกฝนหลายๆด้านที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองในอนาคต

เมื่อเรียนเข้าปีที่สาม กวางซินเริ่มส่งงานออกแบบเครื่องประดับของเธอเข้าร่วมการแข่งขันในหลายๆการประกวด ถึงแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศแต่ก็ไม่เสียใจ เพราะเธอแค่ต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เท่านั้น แต่สุดท้ายก็ไปเตะตาต้องใจบริษัทจิวเวอรี่ชื่อดังแห่งหนึ่งเข้า ด้วยไอเดียและลวดลายการออกแบบที่ค่อนข้างแปลกตาของเธอ ทางนั้นจึงได้ติดต่อมาสัมภาษณ์และจองตัวเพื่อให้ไปทำงานเป็นดีไซเนอร์เครื่องประดับของบริษัทหลังจากที่เธอเรียนจบ

หลังจากเรียนจบกวางซินย้ายมาอยู่ที่มณฑลซานซี และเข้าทำงานในบริษัทจิวเวอรี่แห่งนี้ งานดีไซน์ของเธอได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น รวมทั้งวัยทำงาน เปิดตัวชิ้นงานใหม่ๆออกมาวางขายไม่กี่วันก็หมด เธอคือ “เพชรน้ำงามของบริษัท” ผู้บริหารเคยกล่าวไว้ กวางซินเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการออกแบบอย่างแท้จริง

**********

วันนี้เป็นวันหยุด กวางซินถือโอกาสเดินทางไปไหว้พระที่วัดเสวียนคงซื่อ ซึ่งเป็นวัดที่ถูกเรียกขานว่า วัดแขวน หรือ วิหารลอยฟ้า ที่สร้างขึ้นตามแนวหน้าผาของภูเขาเหิงซาน เมืองต้าถง มณฑลซานซี วัดเสวียนคงซื่อนั้นเป็นทั้งวัดของศาสนาพุทธ, อารามเต๋า, และศาสนสถานของลัทธิขงจื๊อ ดังนั้น ภายในวัดจึงมีรูปเคารพและประติมากรรมงานศิลปะที่สำคัญของทั้ง 3 ศาสนาอยู่มากมายและเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของทิวทัศน์มาแต่โบราณอีกด้วย

หลังจากที่หญิงสาวได้เข้าสักการะรูปปั้นของพระพุทธองค์เสร็จ ก็เดินออกมาเพื่อชมประติมากรรมต่างๆที่อยู่ภายในวัด หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆชมวิวทิวทัศน์ที่งดงามด้านนอกที่เป็นทางเดินริมหน้าผา วันนี้เป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวจึงมีไม่มากนัก

“โชคดีจริงๆเลยเราที่วันนี้คนไม่เยอะ ไม่งั้นคงต้องเดินเบียดเสียดกันจนไม่ได้ชมความงามเต็มที่แบบนี้แน่” หญิงสาวกล่าวกับตัวเอง

เธอเดินไปเรื่อยๆ จนเกือบสุดทางจึงคิดจะหันหลังกลับ แต่ดันเหลือบไปเห็นทางเดินเล็กๆที่ด้านขวามือ จึงลองเดินเข้าไป เส้นทางนี้เหมือนจะเป็นทางที่เดินลึกเข้าไปในภูเขา เมื่อเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆก็ไปทะลุเข้ากับผาที่ยื่นออกไป มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มยื่นออกไปนอกผา

ทิวทัศน์ที่ปรากฎอยู่ด้านหน้าทำให้หญิงสาวอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น มันช่างงดงามเหมือนแดนสวรรค์! น่าขำทั้งๆที่เธอไม่เคยเห็นว่าแดนสวรรค์เป็นเช่นไร ก็ยังคิดเอาว่างามเหมือนแดนสวรรค์ แต่ที่แห่งนี้มันสวยงามมากจริงๆ ด้านหน้าตรงข้ามกับผาโอบล้อมไปด้วยภูเขาที่สลับกันไปมา มีน้ำตกอยู่ตรงกลาง ความอุดมสมบูรณ์ของบุปผาพรรณไม้สีสันของใบไม้ ความสลับซับซ้อนของทิวเขา ช่างงดงามจนไม่อาจละสายตา

“ประสก เดินทางมาไกลมากเลยนะ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้กวางซินสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่บริเวณนี้ พอหันไปดูก็เห็นไต้ซือรูปหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นถัดจากต้นที่ยื่นออกไปนอกหน้าผา

กวางซินขมวดคิ้วครุ่นคิดนิดนึงว่า เมื่อตอนที่เดินออกมาจากทางเดินด้านนั้น เธอไม่เห็นพระรูปนี้เลย จะว่าเธอไม่สังเกตก็ไม่น่าจะใช่ ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยตอบโต้ พระรูปนั้นก็เอ่ยออกมาก่อนว่า

“ต้องขออภัยประสกที่ทำให้ตกใจ”

“นมัสการเจ้าค่ะ เป็นดิฉันที่ต้องขออภัยไต้ซือที่เข้ามารบกวนเจ้าค่ะ เอ่อ เมื่อซักครู่ไต้ซือกล่าวกับดิฉันว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?”

“ไม่ได้รบกวนหรอก ที่ตรงนี้ปกติไม่ค่อยมีใครเดินเข้ามา เส้นทางที่นำพามาตรงจุดนี้หากไม่มีวาสนาก็จะมองผ่านเดินเลยไป” พูดแล้วก็ยิ้มให้อย่างใจดี

“อาตมากล่าวว่า ประสกเดินทางมาไกลเลยนะ” กวางซินมองไต้ซือรูปนี้ด้วยความฉงนใจ เหตุใดท่านถึงกล่าวเหมือนมีความนัย

“ไต้ซือทราบหรือเจ้าคะว่าดิฉันมาจากที่ไหน?”

“ทุกผู้ทุกคน ล้วนแต่เดินทางมาไกลทั้งนั้น แต่จะมาจากที่ไหน หรือกำลังจะไปที่ใดทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตานำพา”

“ดิฉันไม่เข้าใจเจ้าค่ะ รบกวนไต้ซือช่วยชี้แจงได้หรือไม่” ยิ่งฟังยิ่งงง ยิ่งไม่เข้าใจ กวางซินจึงได้ถามไต้ซือออกไป

“ประสกเป็นผู้ที่เดินทางมาไกลนัก ไกลกว่าทุกผู้ และหนทางที่กำลังจะไปต่อจากนี้อาจมีอุปสรรคบ้าง แต่ด้วยมันสมองและสองมือของประสก อุปสรรคใดๆก็จะผ่านพ้นไปได้ จะพาให้ประสกและคนรอบข้างเจริญรุ่งเรือง สิ่งใดที่ประสกรอคอยมาตลอด ประสกก็จะพบเจอสิ่งนั่น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดนั่นก็คือตัวประสกเอง จงหมั่นทำบุญ สร้างกุศล เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันตน ดำรงตนด้วยสติและปัญญาแล้วจะแคล้วคลาดจากเภทภัย” หญิงสาวยังไม่อาจเอ่ยคำใดออกมา กำลังประมวลผลทำความเข้าใจคำของไต้ซืออยู่ ไต้ซือก็ได้กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง

“ประสกกลับไปเถอะ นี่ก็สายมากแล้ว” กวางซินมองดูนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่า สายมากแล้วจริงๆด้วยเธอต้องรีบไปสถานีรถไฟ จึงกล่าวลาไต้ซือรูปนี้

“ดิฉันต้องกราบลาแล้วเจ้าค่ะ”

“อื้ม ไปเถอะ จากนี้ไปขอให้มีแต่ความสุข และใช้ชีวิตต่อไปให้ดี”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” กวางซินกราบลาไต้ซือแล้วลุกขึ้นเดินกลับไปทางเดิม ไต้ซือรูปนั้นมองร่างที่เดินลับไป ท่านเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสจากแสงของตะวันอันเจิดจ้านั้น

“ชะตานั้นไม่อาจหลีกหนี ต่อให้แยกจาก อย่างไรก็ต้องกลับไปรวมกันเป็นหนึ่งเดียว อมิตาพุทธ” ท่านเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสจากแสงของตะวันอันเจิดจ้านั้น ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

กวางซินเดินลงมาจากวัดเพื่อรอแท็กซี่ไปยังสถานีรถไฟ เมื่อรถที่เรียกไปมาจอดรับ หญิงสาวเงยหน้ามองวัดแห่งนี้อีกครั้ง มีลมพัดวูบหนึ่งมากระทบร่างทำให้ขนลุกเกรียวอย่างไม่มีสาเหตุ

หญิงสาวขึ้นรถพร้อมบอกจุดหมายที่จะไปกับคนขับ นั่งคิดอะไรมาเรื่อยๆ ผ่านทางคดเคี้ยว ขณะที่เธอกำลังคิดถึงคำพูดของไต้ซือรูปนั้นอยู่ว่าท่านหมายถึงอะไร เสียงคนขับก็ร้องอย่างตกใจพร้อมเสียงเบรกล้อดังเข้ามาในโสตประสาท

“เฮ้ยยยย!”…เอี้ยยยยยยยยด โครม…

กวางซินเห็นรถอีกคันหลุดโค้งพุ่งข้ามเลนมาชนกับรถที่เธอนั่งอยู่ หญิงสาวรับรู้ถึงแรงกระแทกจนทำให้ร่างเหวี่ยงไปชนกับประตูอย่างแรง แต่ด้วยเข็มขัดนิระภัยที่คาดอยู่รั้งไว้เธอจึงไม่กระเด็นหลุดออกนอกรถ การพุ่งชนอย่างรุนแรงนี้ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกระดูกจะแตกหักไปทั้งร่าง เธอคิดว่า นี่เป็นวันสุดท้ายของเธอหรือ จะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเธอแล้วจริงๆหรือ…ก่อนที่สติอันลางเลือนจะดับไป

**********

กวางซินยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจรู้ได้ จากความทรงจำครั้งสุดท้ายเธอจำได้ว่า เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และสลบไป ที่น่าแปลกคือตอนนี้เธอไม่หลงเหลือความเจ็บปวดใดๆ ในใจหญิงสาวเริ่มกลัว หรือเธอตายแล้ว? น้ำตาเริ่มไหลออกมา น้อยใจในชะตานัก ชีวิตยังไม่ทันได้ใช้ ก็มาตายตกแบบนี้ ใครจะอาภัพเท่าเธอเล่า

ขณะที่หญิงสาวกำลังตัดพ้อในชะตาชีวิตอยู่นั้น ก็มีแสงสว่างนวลตาส่องมา และเห็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารักแต่รูปร่างผอมบางแต่ชุดเหมือนจีนในยุคโบราณกำลังเดินมาหาเธอ

“ในที่สุดเราก็ได้เจอกันซักทีนะเจ้าคะ ข้ารอท่านมานานมากแล้ว”

“หนูเป็นใคร หนูรู้จักพี่หรือ หนูมารอพี่ทำไม แล้วหนูมาจากที่ไหน” กวางซินยิงคำถามรัวๆพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ‘เด็กน้อยคนนี้ใช้คำแทนตัวว่า “ข้า” พูดจาเหมือนคนยุคโบราณเลย หรือเรากำลังฝันอยู่’ เด็กน้อยหัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน

“ข้าจะค่อยๆตอบคำถามท่านนะเจ้าคะ…ข้าคือท่านและท่านก็คือข้าเจ้าค่ะ ข้ามารอท่านเพราะนี่คือชะตาของพวกเรา ข้ามาจากที่ที่เราได้ถือกำเนิด”

“พี่ไม่เข้าใจ” กวางซินไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กน้อยพูด

“หนูช่วยอธิบายได้มั้ยว่ามันคืออะไร และมันเกิดอะไรขึ้นกับพี่? ”

“ท่านได้จากที่ที่เคยอยู่ก่อนหน้ามาแล้ว และตอนนี้ถึงเวลาที่ท่านต้องกลับไปยังที่ที่ท่านได้จากมา” เด็กน้อยกล่าว พร้อมยื่นมือออกไปจับมือของหญิงสาว เมื่อมือจับประสานกัน ก็มีเรื่องราวของเด็กน้อยคนนี้หลั่งไหลเข้ามา ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน เสมือนว่ากวางซินอยู่ในแต่ละช่วงวัยของชีวิตเด็กน้อยตรงหน้า

“นี่มันอะไรกัน?” กวางซินยกมือกุมหัว ทำไม่เธอเห็นภาพและเรื่องราวเหล่านี้เหมือนเธอนั่งดูหนังเลย แถมเด็กคนนี้มีชื่อเดียวกับเธอ

“หนูมีชื่อเหมือนกันกับพี่หรือ?”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าชื่อกวางซิน สกุลเซียว” เด็กน้อยตอบ ขณะนั้นเด็กน้อยก็ดึงมือเธอพาเธอก้าวเดินออกไป

“ตามข้ามาเจ้าค่ะ”

“ จะพาพี่ไปไหน ” กวางซินขืนตัวไว้ด้วยความกลัว เด็กน้อยรับรู้ได้ จึงกล่าวว่า

“ท่านไม่ต้องกลัว มันถึงเวลาที่เราต้องกลับไปยังที่ที่พวกเราได้ถือกำเนิดแล้ว พวกเขากำลังรอเราอยู่เจ้าค่ะ”

กวางซินเดินตามแรงจูงของเด็กหญิงจนถึงสถานที่หนึ่งที่มีแสงรำไร สักพักก็มีแสงอันอบอุ่นทอขึ้นมาเหมือนแสงของรุ่งอรุณ เด็กน้อยประสานมือกับหญิงสาวแนบแน่น เธอก้มลงไปมองเด็กหญิงขณะที่อีกฝ่ายกำลังเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยเหมือนกัน เด็กหญิงส่งยิ้มให้เธออย่างน่ารัก ฉับพลันกวางซินรู้สึกอุ่นวาบทั้งกายจากนั้นหญิงสาวก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

………………..

ตระกูลเซียว

ณ แคว้นชิงหลง แคว้นขนาดกลางมี “ราชวงศ์เยี่ยน” ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ต่อสู้เพื่อรวบรวมแผ่นดินก่อตั้งแคว้นและปกครองมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุ แคว้นชิงหลงอยู่มีทั้งหมด 7 เมือง อันได้แก่ เจิ้งโจวเมืองหลวง หานโจว ลั่วโจว ลั่วหยาง อันหยาง หูเป่ย และชิงเป่ย

แคว้นชิงหลงมีชายแดนทิศเหนือติดกับแคว้นฉิน ทิศตะวันตกติดกับแคว้นเว่ย ด้านทิศตะวันออกติดทะเล และทิศใต้ติดกับแคว้นหาน แคว้นชิงหลงถือเป็นแคว้นที่มีทรัพยากรหลากหลาย ทำให้แคว้นฉินซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือที่มีชายแดนติดกันอยากครอบครอง

แคว้นฉิน เป็นแคว้นที่มีขนาดใหญ่กว่าแคว้นชิงหลงเกือบหนึ่งเท่า แต่ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งจึงไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ พยายามรุกรานแคว้นชิงหลงมาตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ ด้วยเพราะแคว้นชิงหลงมีแม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจและลงมือโหดเหี้ยมไม่เคยปรานีต่อศัตรู ได้รับการขนานนามว่าพยัคฆ์ปีศาจ ดาบเมื่อได้ชักออกจากฝักแล้ว ต้องมีผู้สังเวยชีวิต

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของแคว้นชิงหลงมีพระนามว่า “เยี่ยนหลงไท่” เป็นเจ้าเหนือหัวที่มีความเที่ยงตรง เด็ดขาด และเที่ยงธรรมในการปกครอง หลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ ภายในแคว้นสงบสุข ชายแดนก็มิได้มีศึกใหญ่มานานแล้ว มีแต่ชายแดนเหนือติดแคว้นฉินที่ต้องคอยระวังเอาไว้

เมืองลั่วโจวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากเมืองหลวงประมาณ600ลี้ (300กิโลเมตร) หากต้องการเดินทางเข้าเมืองหลวงใช้เวลาประมาณ 3-4 วันด้วยรถม้า แต่หากเดินทางด้วยม้าเร็วควบแบบไม่พักวันเดียวก็ถึง

เมืองลั่วโจวเป็นเมืองท่าติดทะเลตงไห่ (ทะเลตะวันออก) ปกครองโดย “เยี่ยนชินอ๋อง” หรือพระนามเต็ม “เยี่ยนไท่เวย “ซึ่งเป็นพระอนุชาพระมารดาเดียวกันกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

ส่วนเมืองหูเป่ยและชิงเป่ย ที่อยู่ทางเหนือห่างจากเหมืองหลวงไปประมาณ1,500ลี้ มี” จวินอ๋องเยี่ยนหมิง” ปกครอง และมีกำลังทหารกว่าหนึ่งแสนนายประจำการอยู่ที่ “ค่ายหลงเป่ย “ คอยระวังภัยตามแนวชายแดน

จวิ้นอ๋องเยี่ยนหมิง เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู้ได้ขอไท่ซางหวง (ฮ่องเต้พระองค์ก่อน) มาปกครองหัวเมืองทางเหนือเพราะเบื่อหน่ายกับเรื่องราวในวังหลวงและขุนนางเฒ่าทั้งหลาย นี่ก็ผ่านมาเกือบ15ปีแล้วยังไม่ยอมกลับเข้าเมืองหลวงแม้พระเชษฐา (ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ขอร้องให้กลับไปอยู่ใกล้ๆ กัน เพราะทางเหนือยังมีแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญการศึกคนอื่นอยู่ดูแล แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมีข้ออ้างมาตลอดจนผู้พี่ชายคร้านจะโน้มน้าวแล้ว

ทางด้านเมืองหานโจว อยู่ทางทิศตะวันตกติดกับแคว้นเว่ย ปกครองโดยเจ้าเมืองนามว่า” ซุนเย่” ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความตงฉิน ทางด้านแคว้นเว่ยก็มีสัมพันธ์อันดีกับแคว้นชิงหลงเสมอมา และยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเมื่อฮองเฮาองค์ปัจจุบันเป็นพระเชษภคินีของฮ่องเต้แคว้นชิงหลง

ส่วนเมืองทางใต้เช่นลั่วหยางและอันหยาง เยี่ยนหลงไท่ฮ่องเต้ได้ส่งขุนนางที่มีความซื่อตรงไปปกครอง อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้ส่งขุนนางในสำนักผู้ตรวจการหลวงที่ขึ้นตรงก็พระองค์ลงไปตรวจสอบปีละสองครั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อตรวจสอบการทุตจริตของขุนนางในพื้นที่

**********

“หมู่บ้านผิงอัน “ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาเฟิงซานในเขตเมืองลั่วโจว มีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดประมาณ 70 ครัวเรือน มีผู้นำหมู่บ้านนามว่า “ฉีฮ่าว” มีนิสัยซื่อตรงคอยดูแลลูกบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีจิตใจดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ก็มีบ้างที่เห็นแก่ตัวซึ่งก็เป็นส่วนน้อย คนในหมู่บ้านนี้มีอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควรถึงอย่างนั้นก็ยังต้องฝืนทำกันไป

จริงๆ ไม่ได้เป็นเฉพาะหมู่บ้านนี้เท่านั้น แต่ทั้งเมืองลั่วโจวแทบจะไม่ต่างกันมากนัก การเพาะปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควรไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนทั้งเมือง ดังนั้นจึงต้องนำเข้าพืชผักและธัญพืชต่างๆ จากเมืองลั่วหยาง อันหยางที่อยู่ทางใต้ เพราะสองเมืองนี้สามารถเพาะปลูกได้ดีกว่าและอยู่ใกล้เมืองลั่วโจวที่สุด

แต่การขนส่งข้ามเมืองนั้นทำให้สินค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นสินค้าบริโภคจำพวกธัญพืชและผักมีราคาค่อนข้างสูง ถึงแม้มีการควบคุมจากทางการแต่ยังไงก็ยังแพงสำหรับชาวบ้านที่ยากจนอยู่ดี ปัญหานี้เจ้าเมืองลั่วโจวและเยี่ยนชินอ๋องพยายามแก้ไขมานานปี กระทั่งเมืองหลวงส่งขุนนางที่ดูแลด้านการเกษตรมาช่วยแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเพาะปลูกของเมืองได้

ยังดีที่ลั่วโจวเป็นเมืองท่า ภาษีที่เป็นรายได้หลักของเมืองจึงมาจากการเก็บค่าเทียบท่าของเรือบรรทุกสินค้า ค่าเช่าพื้นที่ตั้งร้านค้า ซึ่งอาคารร้านค้ามากมายที่อยู่ตรงท่าเรือทั้งหมดเป็นของทางการที่สร้างขึ้นเพื่อปล่อยให้ผู้ที่ต้องการทำกิจการเช่าเป็นรายปี

**********

“บ้านสกุลเซียว “ ในห้องนอนเล็กซึ่งจริงๆ แล้วแค่พื้นที่ที่ใช้ฝาไม้ไผ่สานกั้นให้ดูเหมือนเป็นอีกห้องแต่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับห้องของบิดามารดา และใช้ประตูเข้า-ออกประตูเดียวกัน

บนเตียงน้อยที่ทำจากไม้ไผ่ปูด้วยฟูกบางเก่าจนเปื่อย มีร่างผอมของเด็กหญิงผู้หนึ่งนอนนิ่งอยู่ ห่มด้วยผ้าห่มที่มีสภาพไม่ต่างจากที่นอนซักเท่าไหร่ บ่งบอกถึงการใช้งานมานานปี

หญิงสาวอายุประมาณ30ปี นั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้ายังคงมีเค้าความงดงาม แต่ด้วยการมีชีวิตที่ยากลำบากมานานปีทำให้ดูทรุดโทรมลงไปมาก นางนั่งจับมือเด็กหญิงด้วยใบหน้าเศร้าหมอง โดยมีชายหนุ่มร่างสูงผอมใบหน้าคมเข้มยืนลูบหลังปลอบโยนอยู่ ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า “เซียวเหยียนเจีย “อายุ 33ปี เป็นสามีของหญิงสาวร่างบอบบางนางนี้ และเป็นบิดาของเด็กหญิงที่นอนอยู่บนเตียง ส่วนหญิงสาวมีนามว่า “เซียวหนิงอัน “ ซึ่งแต่เดิมสกุลลู่ อายุ 30ปี พวกเขาทั้งสองมีบุตรชายหญิงทั้งหมด3คน คือ “เซียวลู่จื้อ “อายุ 14ปี เป็นบุตรชายคนโต “เซียวจื่อหมิน “อายุ 12ปี เป็นบุตรชายคนรอง และ “เซียวกวางซิน “ อายุ 9ปี เป็นบุตรสาวคนสุดท้อง

“ซินซิน เจ้านอนนานเกินไปแล้วลูกแม่ เจ้าไม่คิดถึงมารดาผู้นี้บ้างหรือถึงไม่คิดจะตื่นมาสักที” เซียวหนิงอันกล่าวกับบุตรสาวที่นอนแน่นิ่งอย่างทุกข์ใจ

สาเหตุที่เซียวกวางซินนอนไม่ได้สติมานาน เกิดจากอุบัติเหตุตอนที่เด็กน้อยออกไปหาผักป่ากับพี่ชายคนรอง และลื่นไถลตกไหล่เขาที่ค่อนข้างชัน ถึงแม้ไม่ลึกมาก แต่ด้วยความชันจึงกลิ้งไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ทำให้อวัยวะภายในบอบช้ำ

ถึงตอนนี้ผ่านมานานร่วม 2เดือนแล้วเด็กหญิงก็ยังไม่ฟื้น หมอที่มาดูอาการได้แต่ส่ายหน้าให้ครอบครัวทำใจ เงินที่มีอยู่น้อยนิดก็หมดไปเป็นค่ายาค่าหมอ ผู้เป็นบิดาและบุตรชายคนโต นอกจากหาของป่าและล่าสัตว์ไปขายแล้ว ยังออกไปรับจ้างใช้แรงงานในตัวเมืองได้ค่าแรงวันละ30 อิแปะสำหรับผู้ใหญ่ 15 อิแปะสำหรับเด็กชายที่ยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็มิใช่ว่าจะได้งานทุกวัน

แม้ที่บ้านเซียวมีที่ดินรอบบ้านอยู่ประมาณ15หมู่ ทำการปลูกข้าว ปลูกผักบางส่วน แต่ก็ไม่ได้รับผลเท่าที่ควร ผลผลิตอันน้อยนิดที่ได้ไม่เพียงพอเป็นเสบียงในหน้าหนาวด้วยซ้ำ ต้องทนหิวทนหนาว ผ่านไปแต่ละปีอย่างอยากลำบาก ซึ่งนี่ก็10ปีแล้วตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอันหนิงแห่งนี้

“น้องหญิง พี่ขอโทษเจ้า เป็นความผิดของพี่เองที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเจ้าและลูกๆ ให้อยู่ดีมีความสุข พี่พาครอบครัวของเรามาลำบาก เพราะพี่เป็นบิดาที่ไม่ได้เรื่องไร้ความสามารถ ลูกๆ ถึงต้องอดอยากทำให้ซินซินของเราได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” เซียวเหยียนเจียกล่าวโทษตัวเองด้วยความเสียใจ ขอบตาแดงระเรื่อ

“ท่านพี่อย่าได้กล่าวเยี่ยงนี้ อย่าได้โทษตัวเองอีกเลยเจ้าค่ะ ที่ผ่านมาท่านพี่ทำหน้าที่บิดาและสามีอย่างไม่เคยบกพร่อง” เซียวหนิงอันเอ่ยปลอบสามี นางไม่อยากให้สามีโทษตัวเอง เซียวเหยียนเจียนั้นรักบุตรสาวดังแก้วตาดวงใจเขาย่อมเจ็บปวดไม่แพ้นาง

“นี่อาจเป็นชะตาของลูกดั่งคำของนักพรตท่านนั้น”

หนึ่งเดือนก่อน เซียวหนิงอันและเซียวเหยียนเจียผู้เป็นสามีได้เดินเท้าร่วม1ชั่วยาม (2ชั่วโมง) เพื่อไปไหว้พระขอพรที่ ‘วัดผิงจิ้ง’ ให้บุตรสาวหายจากอาการเจ็บป่วย เนื่องจากบ้านนางยากจนไม่มีกำลังพอที่จะทำอาหารไปถวายพระ จึงได้หาผักป่าไปถวายและอาสาช่วยทำความสะอาดบริเวณวัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชาวบ้านแถวนี้

วันนั้นขณะกำลังจะเดินทางกลับบ้าน นางและสามีได้เจอกับนักพรตชราท่านหนึ่ง นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า100ปี จึงทำความเคารพแต่ไม่ได้เข้าไปรบกวน ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านไปก็ได้ยินเสียงทุ้มติดแหบเอ่ยว่า

“ชะตานั้น ฟ้าเป็นผู้ลิขิต” สองสามีภรรยาชะงักและหันกลับ

“ท่านนักพรตกล่าวกับพวกเราหรือเจ้าคะ?” เซียวหนิงอันถามเพื่อความแน่ใจ นักพรตชราลืมตาขึ้นมองสองสามีภรรยา

“แล้วพวกเจ้ากังวลพะวงถึงสิ่งใดกันเล่า? ..ลิขิตฟ้านั้นไม่อาจหลีกหนี กรรมที่มี บุญที่มี จะนำพานางกลับมาเอง” จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง เซียวหนิงอันขนลุกชัน เอ่ยถามว่าลูกสาวของตนจะรอดชีวิตใช่หรือไม่ แต่นักพรตก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีกทั้งยังหลับตานิ่ง เซียวเหยียนเจียเห็นภรรยาร้องไห้ก็รั้งเข้ามากอด นั่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำความเคารพและกล่าวลา ประคองภรรยาเดินจากไป

ตั้งแต่วันนั้น นี่ก็ผ่านมา 1เดือนแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววที่บุตรสาวจะฟื้นขึ้นมา เซียวเหยียนเจียเองถึงแม้ไม่ได้เชื่อในคำกล่าวของนักพรตเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกไปให้ทำลายความหวังของภรรยา และในส่วนลึกในใจก็หวังให้คำกล่าวนั้นเป็นจริง

“ท่านพ่อท่านแม่ วันนี้น้องเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสียงถามขึ้นทั้งๆ ที่ตัวยังเดินมาไม่ถึง เสียงที่เริ่มแตกหนุ่มนั้นเป็นใครไม่ได้นอกจาก ‘เซียวลู่จื้อ’ บุตรชายคนโตของพวกเขานั่นเอง ก่อนที่จะเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วย ‘เซียวจื่อหมิน’ บุตรชายคนรองของบ้าน เซียวหนิงอันถอนหายใจด้วยความเศร้าใจ

“อาลู่ อาหมิน น้องของพวกเจ้ายังไม่ได้สติเช่นเคย” เซียวจื่อหมินเดินเข้าไปจับเท้าของน้องน้อยแล้วค่อยๆ นวดโดยไม่ใส่ใจธรรมเนียมชายหญิง

ครอบครัวเซียวรักใคร่กันยิ่งนัก ไม่แบ่งแยกบุรุษสตรี พวกเขาแสดงความรักต่อกันมาตั้งแต่เล็กๆ จึงเป็นความเคยชิน กอดท่านแม่ หอมแก้มน้องสาวเป็นเรื่องธรรมดา

ธรรมเนียมบุรุษ สตรี ที่ไม่ใช่สามีภรรยาห้ามใกล้ชิด แม้แต่คนในครอบครัวก็ต้องทำตามธรรมเนียมนั้น ใช้ไม่ได้กับครอบครัวนี้ ฉะนั้นหน้าที่ในการนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ระบบไหลเวียนเลือดตามแขนตามขาให้แก่น้องสาวตามที่ท่านหมอที่เคยเดินทางมาตรวจแนะนำ จึงเป็นหน้าที่ของเขาผู้ซึ่งเป็นพี่รองของนาง

“พี่กับอาลู่จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เจ้าช่วยเตรียมมื้อเที่ยงให้สักหน่อยเถิด พี่จะกลับลงมาช่วงยามเซิน (15.00 – 16.59) ”

“เจ้าค่ะท่านพี่ ระวังตัวกันด้วยนะเจ้าคะ”

“อื้ม” ก่อนหันไปสั่งความกับลูกชายคนรองที่ตั้งหน้าตั้งตานวดให้น้องสาวอยู่

“อาหมินดูแลแม่และน้องเจ้าให้ดีนะ”

“ขอรับ ท่านพ่อไม่ต้องห่วง” เซียวเหยียนเจียพยักหน้าตอบรับบุตรชายคนรอง

“ไปกันเถอะอาลู่”

“ขอรับท่านพ่อ” เด็กหนุ่มออกไปเอาอุปกรณ์ล่าสัตว์สะพายขึ้นบ่าเดินนำไปก่อน เซียวเหยียนเจียมองตามหลังบุตรชายคนโตดวงตามีแววเสียใจ บุตรชายคนโตของเขาควรที่จะ……

เมื่อก่อนเซียวลู่จื้อเป็นเด็กชายที่ร่าเริงสดใส ช่างซัก เฉลียวฉลาดนัก แต่หลังจากเกิดเรื่องต้องย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้บุตรชายของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเด็กเงียบขรึม หน้านิ่ง พยายามทำตัวให้โตก่อนวัยเพื่อช่วยครอบครัว เพื่อให้เขาและภรรยาไม่เป็นกังวลมากนัก ไม่เคยออกไปวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกันในหมู่บ้าน สิ่งเดียวที่ทำให้บุตรชายผู้นี้มีรอยยิ้มได้คือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเป็นคนเลี้ยงดูนางมาด้วยตนเองตั้งแต่แบเบาะ

เซียวเหยียนเจียหลับตากล้ำกลืนสิ่งที่ติดอยู่ในใจมานาน หากสวรรค์มีเมตตาสักหน่อย ครอบครัวของเขาคงจะไม่พบเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ชายหนุ่มหลับตาสูดหายใจเข้าจนลึกสุดแล้วค่อยๆ ผ่อนออกมา และก้าวตามหลังลูกชายคนโตไป

………………..

ฟื้นคืน

ทุกชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ดำเนินไปเหมือนดังเช่นทุกวัน วันนี้ก็เช่นกัน แสงนวลอันอบอุ่นได้เข้ามาแทนที่ความมืดมิดของรัตติกาล แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างนุ่มนวล อบอุ่น จากนั้นค่อยๆ เจิดจ้า สว่างไสว เสียงเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งในโลกหล้าเป็นสัญญาณว่า ชีวิตได้เริ่มต้นอีกครั้ง วันใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว ยามเช้าของวันนี้อากาศช่างสดชื่นยิ่งนัก มีควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศจากแต่ละบ้าน ชาวบ้านตื่นขึ้นมาเตรียมตัวออกไปหน้าที่ของตนเองที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากความอดอยากในแต่ละวัน

ดวงตากลมโตใต้แพขนตาหนางอนงามที่ปิดสนิทมานานนับเดือนค่อยๆ กลอกไปมาสำรวจสิ่งที่อยู่ในครรลองด้วยความมึนงง ใบหน้ามีความไม่แน่ใจ งุนงง สับสน ผ่านไปสักพักก็ค่อยๆ รับรู้ว่า…..นี่ไม่ใช่ความฝัน!!

กวางซินค่อยๆ ทบทวนความจำ เธอนั่งรถกลับจากวัดเสวียนคงซื่อเพื่อไปสถานีรถไฟ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุรถชน เธอน่าจะเสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุนั่น และเธอได้เจอเด็กหญิงหน้าตาน่ารักใส่ชุดแปลกๆ พูดจาแปลกๆ เดินมาจูงมือเธอเพื่อไปยังสถานที่หนึ่ง ความทรงจำของเธอตัดไปตั้งแต่ตอนนั้นและฟื้นขึ้นมาในตอนนี้ หญิงสาวยกมือข้างหนึ่งขึ้นมอง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาใจหล่นวูบ…มือเล็กมากเหมือนมือเด็ก ท่อนแขนนี่ผอมมากกกก!! นี่มันหนังหุ้มกระดูกชัดๆ!!

“นี่มันอะไรกัน!?” เธอหลับตาลงและลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่ภาพมือและท่อนแขนนี่ก็ยังไม่หายไปไหน

‘ข้าคือท่านและท่านก็คือข้าเจ้าค่ะ ข้ามารอท่านเพราะนี่คือชะตาของพวกเรา ข้ามาจากที่ที่เราได้ถือกำเนิด’ ……. ‘มันถึงเวลาที่เราต้องกลับไปยังที่ที่พวกเราได้ถือกำเนิด พวกเขากำลังรอเราอยู่’

คำพูดของเด็กน้อยที่ชื่อเซียวกวางซินดังขึ้นมาในหัว เธอนอนแกะความหมายของประโยคนั้นทีละนิด จากสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้

‘ท่านได้จากที่ที่เคยอยู่ก่อนหน้ามาแล้ว และตอนนี้ท่านต้องกลับไปยังที่ที่ท่านได้จากมา’

“นี่หมายถึง เราหมดอายุขัยจากโลกโน้น และวิญญาณกลับมาอยู่ในร่างของเซียวกวางซินเพราะเป็นคนๆเดียวกันหรือ!? “ กวางซินคิดอย่างตกใจ นึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่มันวิ่งวนอยู่ในใจเธอในโลกก่อนโน้น ที่เหมือนมีบางสิ่งรอคอยเธออยู่

“เพราะเป็นคนๆเดียวกันหรือ?” กวางซินถามตนเอง หากเธอคือเซียวกวางซินผู้นี้ แล้วชีวิตที่มีมา23ปีในโลกโน้นเล่า…..คืออะไร? หรือชีวิตที่เผชิญในโลกโน้น มันเป็นแค่ความฝันอันยาวนานในขณะที่ตัวเธอเซียวกวางซินนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนี้?

“ไม่ เป็นไปไม่ได้ คุณยายที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่แบเบาะ ชีวิตที่เติบโตมากับคุณยาย คนรู้จัก เพื่อน ชีวิตการเรียนมหาลัย ชีวิตการทำงาน เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาจนกระทั่งวันนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นแค่ความฝันไปได้…ฝันบ้าอะไรยาวถึง23ปีกัน!!” กวางซินพึมพำกับตนเองด้วยความสับสน

หญิงสาวคิดถึงวันเกิดอุบัติเหตุ คิดถึงคำกล่าวของไต้ซือรูปนั้นที่พูดกับเธอในวัดเสวียนซื่อคง ‘ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดนั่นก็คือตัวประสกเอง ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตา’ หรือนี่คือสิ่งท่านไต้ซือต้องการสื่อ…โอ้วแม่เจ้า!!ในโลกนี้มีสิ่งมหัศจรรย์แบบนี้ด้วยหรือ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! กวางซินเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

สิ่งที่หญิงสาวเข้าใจนั้นเกือบจะถูกต้องแล้ว กล่าวคือ กวางซินคือดวงจิตครึ่งหนึ่งของเซียวกวางซิน ด้วยชะตาที่ต้องเผชิญจิตส่วนนี้จึงหลุดไปจุติยังยุคอนาคต ในตอนที่ประสบอุบัติเหตุตกเขา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างหลักหลับใหลไม่สามารถฟื้นคืนได้เพราะดวงจิตที่ไม่สมบูรณ์

ดวงจิตอีกส่วนที่ไปจุติยังยุคอนาคต แม้ไม่มีความทรงจำเดิม แต่จะมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อร่างที่อยู่อีกโลกหมดอายุขัย ดวงจิตจึงกลับมาหลอมกับรวมจิตวิญญาณเดิม ทำให้เซียวกวางซินฟื้นคืนกลับมาได้

“เฮ้อออออ” กวางซินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า เธอยังอ่อนแรงอยู่มาก ในเมื่อเรื่องบางเรื่องไม่สามารถอธิบายด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ได้ก็ไม่ต้องไปค้นหาคำตอบ ความทรงจำของเด็กน้อยเซียวกวางซินเกี่ยวกับครอบครัว เธอรับรู้ทุกอย่าง

เอาเถอะ ในเมื่อตอนนี้เธอได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง (หรืออาจเป็นชีวิตเดิม) เธอในตอนนี้คือเซียวกวางซินเด็กน้อยอายุ9ปี เธอในตอนนี้มีพ่อ แม่ พี่ชายทั้งสอง จากนี้ไปเธอจะใช้ชีวิตให้ดี มีความสุขในทุกๆ วันก็แล้วกัน นอนคิดสาระตะจากนั้นก็หลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย

หลังจากออกไปดูแปลงผัก เซียวจื่อหมินก็เข้ามานวดแขนขาให้น้องสาวเช่นทุกวัน ตอนนี้ท่านพ่อและพี่ชายขึ้นไปดูบนเขาเผื่อมีสัตว์มาติดกับดักที่วางไว้ จะได้นำไปขายในเมือง ส่วนท่านแม่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว ในขณะที่ตั้งหน้าตั้งตานวดน่องเล็กผอมแทบจะไม่มีเนื้ออยู่นั้น

“พี่รอง” เสียงเล็กแหบแห้งดังขึ้นเบาๆ ทำให้มือที่นวดอยู่ชะงัก มีแค่คนเดียวที่เรียกแบบนี้…น้องเล็ก!

เซียวจื่อหมินเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่เขาเห็นพลันน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความดีใจที่สุดในชีวิต ดวงตากลมโตที่ปิดสนิทมานาน กำลังมองมาที่เขา…น้องน้อยของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว!!

“ซะ…ซินซิน!…ซินซินของพี่รอง เจ้าฟื้นแล้ว เจ้าฟื้นแล้ว!!!” เซียวจื่อหมินมือสั่นตัวสั่นไปหมด ละลักละล่ำพูดออกมาไม่เป็นคำ กระโจนขึ้นไปกอดน้องสาวแล้วร้องไห้เสียงดัง

“ฮืออออออ เจ้าฟื้นแล้วน้องพี่ เจ้าฟื้นแล้ววววววววววววว”

เซียวหนิงอันที่ทำอาหารอยู่ในครัวได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนของบุตรชายคนรองก็ใจหล่นวูบ ด้วยเวลานี้เป็นเวลาที่บุตรชายต้องนวดให้น้องสาว หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับซินซิน!นางรีบวิ่งออกจากห้องครัวไปยังห้องบุตรสาวทันที

“อาหมินเกิดอะไรขึ้น!?” พอวิ่งมาถึงเห็นภาพบุตรชายกำลังกอดร่างน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียงร่ำไห้เสียงดัง ก็แข้งขาอ่อนแรง หัวใจบีบรัด ทรุดลงไปอยู่ที่พื้นห้อง

“ซินซิน เจ้าทิ้งแม่ไปแล้วหรือ แล้วจากนี้แม่จะอยู่อย่างไร!! ฮืออออ” เซียวหนิงอันใจร้องไห้ออกมาอย่างคนใจสลาย

ด้วยความที่เซียวจื่อหมินกอดน้องสาวในท่าที่หัวของเซียวกวางซินซบอยู่ตรงอกของเขา และเขายังนั่งหันหลัง เซียวหนิงอันจึงไม่เห็นว่าบุตรสาวลืมตาอยู่

“น้องหญิง!! อาหมินเกิดอะไรขึ้น?”

“ท่านแม่เกิดอะไรขึ้นขอรับ!!?”

สองเสียงดังขึ้นพร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ความโกลาหลที่เกิดขึ้นทำให้เซียวจื่อหมินที่กำลังร้องไห้ด้วยความดีใจได้สติ เขาหันกลับไปมองก็เห็นท่านแม่นั่งแหมะร้องไห้อยู่ที่พื้น ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ยืนหอบอยู่หน้าประตูห้องมองมายังท่านแม่สลับกับเขา แล้วตาแดงก่ำทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมานั่นอีก

“ท่านแม่ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ขอรับ…ซินซิน…” เขายังพูดไม่ทันจบประโยค ท่านพ่อเอ่ยขึ้นมาเสียงสั่นเครือน้ำตานองหน้า

“ไม่จริงใช่ไหม ซินซินยังอยู่กับเราใช่ไหม นางแค่นอนหลับ แค่ยังไม่ฟื้นเท่านั้น” จากนั้นเสียงร้องไห้ทั้งท่านพ่อท่านแม่และเซียวลู่จื้อพี่ใหญ่ก็ดังขึ้นระงม

เซียวจื่อหมิน “เออ….”

“ขอน้ำหน่อยเจ้าค่ะ ข้าหิวน้ำ” เสียงเล็กแหบ ดังขี้น

“เอ๊ะ!!” เสียงดังขึ้นมาจากทั้ง3คน

“ได้ๆ เจ้ารอเดี๋ยว พี่รองจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้ “

“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ซินซินของเราฟื้นแล้วขอรับ!!” เซียวจื่อหมินเอ่ยบอกทุกคนด้วยใบหน้าดีใจพร้อมวางน้องสาวลงแล้ววิ่งออกไปเอาน้ำ

“ซินซิน!!!” เสียงเรียกด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็กรูกันเข้ามายังร่างบางที่นอนอยู่บนเตียง

“ซินซินของแม่ ฮืออออ เจ้ายังไม่ตาย เจ้าฟื้นแล้ว” หนิงอันร้องไห้โอบกอดบุตรสาวไว้แน่น ความยินดี ความโล่งใจ โล่งอก ประดังประเดกันเข้ามา เซียวจื่อหมินกลับมาพร้อมน้ำดื่ม ยื่นให้แก่มารดาเพื่อป้อนให้แก่น้องสาว หลังจากเซียวกวางซินดื่มน้ำอาการแสบระคายคอก็ดีขึ้นมาบ้าง

“ท่านแม่ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ ข้าคิดถึงพวกท่านยิ่งนัก ฮึก” เซียวกวางซินเอ่ยน้ำเสียงแหบแห้ง ความรู้สึกโหยหาพุ่งขึ้นมา นางกอดหญิงสาวตรงหน้าผู้ที่เป็นมารดาแน่นซึมซับความอบอุ่นจากอกมารดาที่ไม่เคยพานพบมาตลอด23ปีในโลกโน้น

“ลูกพ่อ พวกเรารอเจ้าอยู่ทุกวันเจ้ารู้หรือไม่ พวกเราเฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่เจ้าจะกลับมา วันนี้นับว่าสวรรค์ได้เมตตาครอบครัวเราแล้ว” เซียวเหยียนเจียโอบกอดบุตรสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของภรรยาและภรรยาไปพร้อมกันน้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจ

“พี่ใหญ่ดีใจที่สุดที่เจ้าฟื้นขึ้นมา รู้หรือไม่พี่ใหญ่ปวดใจแค่ไหนที่น้องน้อยของพี่นอนไม่ได้สติอยู่แบบนั้นเป็นเดือนๆ”

“พี่รองก็ด้วย พี่รองนวดให้เจ้าทุกวัน หวังว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมาเรียกพี่รองเหมือนที่ผ่านมา ในที่สุดเจ้าก็ตื่นขึ้นมาเรียกพี่รองเสียที ความพยายามของพี่ไม่สูญเปล่าแล้ว”

เซียวลู่จื้อและเซียวจื่อหมินก็เข้ามากอดน้องสาวผ่านท่านพ่อท่านแม่อีกชั้นหนึ่ง ความอบอุ่นห่วงใยที่ได้รับทำให้เซียวกวางซินน้ำตาไหลพราก ความรู้สึกโหยหารอคอยที่ผ่านมาในโลกก่อนเหมือนได้รับการตอบสนองได้รับการเติมเต็ม นี่ซินะบางสิ่งที่รอเธออยู่ ครอบครัวที่รักเธอนี่เอง

“ขอบคุณนะเจ้าคะที่รอข้า จากนี้ไปข้าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ข้าจะอยู่กับพวกท่านตลอดไปเจ้าค่ะ” ใช่ จากนี้ไปเธอคือเซียวกวางซิน เซียวกวางซินก็คือเธอ และนี่คือครอบครัวของเธอ

หลังจากผ่านพ้นเรื่องตื่นเต้นที่บุตรสาวฟื้นขึ้นมา เซียวหนิงอันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปหาบุตรชายคนรอง

“อาหมิน น้องสาวเจ้าฟื้นขึ้นมา แล้วเจ้าร้องไห้ลั่นบ้านทำไม เจ้ารู้หรือไม่เสียงร้องไห้โหยหวนของเจ้าทำให้แม่เข้าใจผิดคิดว่าน้องเจ้าไม่อยู่แล้ว เกือบทำให้มารดาของเจ้าผู้นี้สิ้นใจตามไปด้วยเจ้ารู้หรือไม่” เซียวหนิงอันบ่นบุตรชายโกรธเคือง ‘…ฮึ่ยย เจ้าเด็กนี่ ทำมารดาตกใจแทบตาย’

“ท่านแม่ ข้าขออภัยขอรับ ก็ ก็ตอนนั้นข้าดีใจมาก ดีใจมากๆ ก็เลยร้องไห้ออกไปขอรับ…โอ๊ยพี่ใหญ่” เซียวจื่อหมิน ยกมือเกาแก้มด้วยความเขินอาย จากนั้นร้องออกมาเพราะโดนพี่ใหญ่ของเขาเขกหัวหนึ่งที

“ทีหลังเจ้าต้องคุมสติให้ดีกว่านี้อาหมิน เจ้าทำคนทั้งบ้านตกใจ รู้หรือไม่ หากท่านแม่เป็นอะไรไปจะทำเยี่ยงไร” เซียวลู่จื้อกล่าวเตือนน้องชาย

“ข้ารู้แล้ว และจำไว้แล้วขอรับ” เซียวจื่อหมินรับคำหน้าสลด

“เอาละๆ ตอนนี้ซินซินเพิ่งฟื้น ปล่อยให้น้องพักผ่อนก่อน เดี๋ยวพ่อจะเข้าเมืองไปเชิญท่านหมอมาตรวจอาการน้องสาวของพวกเจ้าสักหน่อย”

“ท่านพี่ แต่เรามีเงินเหลือไม่กี่อีแปะ คงไม่พอค่าหมอเป็นแน่” เซียวหนิงอันกล่าวด้วยเสียงอันเบาหวิว บ้านนางตอนนี้เกือบไม่เหลือเงินติดบ้านเลย หมอในเมืองถึงแม้จะมีใจเมตตาไม่คิดค่าตรวจแก่บ้านนางเพราะเห็นว่ายากจนข้นแค้น แต่ค่ายาแม้คิดในราคาถูก แต่ด้วยการเงินบ้านนางฝืดเคืองเป็นอย่างมากจึงกังวลใจกลัวไม่พอ

“ขึ้นเขาครั้งนี้โชคดีมีสัตว์ติดกับดัก2-3ตัว เดี๋ยวพี่จะเอาไปขายที่เหลาอาหารน่าจะพอค่าหมอกับค่ายา” เซียวเหยียนเจียกล่าวเพื่อให้ภรรยาสบายใจ

เซียวเหยียนเจียเดินทางเข้าเมืองเพื่อขายสัตว์ป่าที่เหลาอาหาร จากนั้นก็ไปเชิญหมอเพื่อมาตรวจดูอาการของบุตรสาว ประมาณหนึ่งชั่วยามก็กลับมาถึงบ้านพร้อมท่านหมอผู้เฒ่าหวัง ‘หวังเลี่ยงเหลียน’

หมอชราเริ่มตรวจดูอาการของเด็กน้อยทันทีที่มาถึง เขามารักษาเด็กหญิงมาตั้งแต่แรกเริ่ม ในช่วงแรกเขาก็รักษาอาการบาดเจ็บของนางจนหาย แต่คนไข้ที่ควรจะฟื้นขึ้นมาตั้งแต่2-3วันแรกกลับไม่ฟื้น เขาใช้ประสบการณ์ในการรักษาที่มีมาทั้งชีวิต พยายามหาสาเหตุ แต่ก็ไม่สามารถทำให้นางฟื้นคืนสติมาได้ พอบิดาของนางไปแจ้งว่าบุตรสาวฟื้นแล้วทำให้หมอผู้เฒ่าก็อดดีใจไม่ได้

“เอาล่ะ ตอนนี้นางไม่เป็นอันใดมากแล้ว ข้าจะจัดยาบำรุงให้ซัก2-3เทียบ จากนี้ไปสิ่งที่ต้องทำคือการฟื้นฟูร่างกายของนาง เนื่องจากนางนอนมานานแขนขามิได้ใช้งานจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องกินอาหารที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ จำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ พยายามหัดเดิน แต่ไม่ต้องหักโหมเดี๋ยวร่างกายจะรับไม่ได้ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านตาหมอ” เซียวกวางซินเอ่ยขอบคุณท่านหมอ

“อื้ม เด็กดี ฟื้นขึ้นมาสักทีนะ” ท่านหวังตบลงบนศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“ค่ารักษาและค่ายาเท่าไหร่เจ้าค่ะท่านหมอ” เซียวหนิงอันถามท่านออกไป นางหวังว่าคงมีเงินพอให้ค่ารักษาในวันนี้

“ค่าตรวจไม่ต้อง ค่ายา3เทียบ คิดแค่ 30 อีแปะก็พอ”

“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ/ขอรับ” ครอบครัวเซียวก้มคำนับหมอผู้เฒ่าด้วยความซาบซึ้งใจ โชคดีเหลือเกินที่ยังมีหมอมีอุดมการณ์เช่นท่านหมอหวัง รักษาชาวบ้านโดยไม่เกี่ยงงอน ยากจนแค่ไหน แม้ไม่มีเงินค่าหมอค่ายาก็ยังรักษาให้ก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยเอาไปจ่ายทีหลัง ไม่เหมือนโรงหมอบางแห่งที่อยู่ในเมือง หากไม่มีเงินจ่ายก็ไล่ออกมาเหมือนสุนัข

“หากข้าหายเป็นปกติเมื่อใด ข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ไปขอบคุณท่านตาหมอนะเจ้าคะ” คนในครอบครัวหันมองหน้ากัน ประมาณว่า นางทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็คิดกันไปว่านางอาจจะพูดออกไปอย่างนั้นแหละ

“โอ้ว จริงรึ ได้ๆ แล้วตาจะรอนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หมอหวังหัวเราะด้วยความชอบใจ

………………..

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...