โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธารน้ำแข็งเทือกเขาแอนดีสละลาย จนหินที่ไม่โดนแดด 11,700 ปีโผล่

Environman

เผยแพร่ 06 ส.ค. 2567 เวลา 01.00 น.

ธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอนดีสกำลังละลายอย่างรวดเร็วในอัตราที่น่าตกใจ จนเผยให้เห็นถึงหินที่อยู่ข้างใต้ซึ่งไม่ได้รับแสงแดดมานานอย่างน้อย 11,700 ปีแล้ว

ธารน้ำแข็ง 4 แห่งที่ปกคลุมอยู่ในเทือกเขาแอนดีสได้แก่ ธารน้ำแข็ง Pan de Azucar, ธารน้ำแข็ง Queshque, ธารน้ำแข็ง Zongo และธารน้ำแข็ง Charquini Norte กำลังละลายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดไว้มากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

“เรื่องนี้ทำให้เราตกใจมาก” Andrew Gorin จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ กล่าว “ผมคิดว่านี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าอย่างน้อยหนึ่งในภูมิภาคของโลก ได้เปลี่ยนไปจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาของอารยธรรมนุษย์ไปแล้ว”

อย่างที่ทราบกันดี เทือกเขาแอนดีสนั้นสูงมากจนมีธารน้ำแข็งหลายแห่ง แม้แต่ในเขตร้อนเองก็ตามซึ่งอันที่จริงแล้วธารน้ำแข็งเขตร้อนเกือบทั้งหมดของโลกอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ และคอยค้ำจุนวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นรวมถึงสภาพแวดล้อมเหล่านั้นมาอย่างยาวนาน

แม้จะรู้ดีว่าพวกมันกำลังละลาย แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่าพวกมันละลายเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบช่วงเวลาก่อนที่โลกจะเกิดภาวะโลกร้อน Gorin และทีมวิจัยจึงได้วิเคราะห์ตัวอยางหิน 20 ตัวอย่างที่พบในธารน้ำแข็ง 4 แห่งที่กล่าวไปในข้างต้น

จากนั้นก็ได้ตรวจสอบไอโซโทปของคาร์บอน (กล่าวง่าย ๆ ไอโซโทปคือธาตุที่มีเลขอะตอมเหมือนกันแต่มีเลขมวลต่างกัน) และอีกธาตุหนึ่งคือ เบริลเลียม (beryllium) ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อหินจากธารน้ำแข็งที่ละลายถูกรังสีคอสมิกกระทบ กล่าวอีกนัย มันช่วยบอกได้ว่าหินดังกล่าวเจอแสงแดดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

“การวัดความเข้มข้นของไอโซโทปเหล่านี้ในชั้นหินแข็งที่เพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าชั้นหินแข็งโผล่ออกมาครั้งสุดท้ายเมื่อใด ซึ่งคล้ายกับการถูกแดดเผาที่สามารถบอกคุณได้ว่าคน ๆ หนึ่งอยู่กลางแดดนานแค่ไหน” Jeremy Shakun ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและรองศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ Boston College อธิบาย

ผลลัพธ์นั้นน่าประหลาดใจ พวกเขาไม่พบเบริเลียม-10 หรือคาร์บอน-14 (ไอโซโทปของทั้งคู่) เลยในตัวอย่างหิน 18 ชิ้นที่นำมาจากธารน้ำแข็ง 4 แห่ง ซึ่งหมายความว่าพวกมันไม่เคยโดนแสงแดดมาก่อนเลยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่น้ำแข็งเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด หรือเมื่อ 11,700 ปีก่อน

เพื่อให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ธารน้ำแข็งทั้ง 4 แห่งนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อ 11,700 ปีก่อน จากนั้นมันก็คงอยู่มาหรือละลายเพียงนิดหน่อยซึ่งค่อนข้างมีความเสถียร สภาพแวดล้อมดังกล่าวนำไปสู่ระบบนิเวศที่พัฒนาขึ้นตามที่ธารน้ำแข็งละลาย พร้อมกับนำไปสู่การเติบโตของการเกษตรและสังคมของมนุษย์ที่ซับซ้อน

แต่ปัจจุบันธารน้ำแข็งเหล่านั้นกลับละลายอย่างรวดเร็วจนทำให้หินที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็งที่แสงส่องไม่ถึง โผล่ขึ้นมาได้รับแสงแดดเป็นครั้งแรกใน 11,700 ปี หรือหมายความได้อีกอย่างว่า ในทุกวันนี้พวกมันมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ลง

“ผมกล้าเดิมพันเงินทั้งหมดของผมได้เลยว่า ธารน้ำแข็งเหล่านี้มีขนาดเล็กที่สุดนับตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด” Gorin กล่าว ขณะที่ Liam Taylor จากมหาวิทยาลัยลีดส์ในสหราชอาณาจักรให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “นี่เป็นงานวิจัยที่น่าตกใจ”

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว่าธารน้ำแข็งทั่วเทือกเขาแอนดีสอยู่ในสภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ยุคไฮโลซีนเมื่อ 11,700 ปีก่อน และสาเหตุนี้เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ”

“ธารน้ำแข็งหลายแห่งในภูมิภาคนี้ได้ผ่านช่วงจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าน้ำแข็งละลายกำลังส่งผลให้แหล่งน้ำจืดบริเวณปลายน้ำกำลังเหือดแห้ง” Taylor กล่าวเสริม

แบบจำลองสภาพอากาศชี้ให้เห็นว่าธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงนั้น จะต้องสูญเสียน้ำแข็งไปมากกว่า 90% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดยจะเหลือธารน้ำแข็งขนาดเล็กเพียงไม่กี่แห่งในบริเวณที่สูงที่สุดเท่านั้น

ที่มา

https://www.science.org/doi/10.1126/science.adg7546

https://www.iflscience.com/melting-glaciers-in-andes-are…

https://www.newscientist.com/…/2442348-glaciers-in-the…/

https://www.eurekalert.org/news-releases/1053110

Photo : Emilio Mateo/Aspen Global Change Institute

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...