โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

STEC ตั้งโฮลดิ้งลงทุนธุรกิจโตสูง เพิ่มรายได้ประจำ เป้ากำไร 4 พันล้าน มาร์เก็ตแคปแสนล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ธ.ค. 2566 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2566 เวลา 02.27 น.

บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพิ่มความหลากหลายในธุรกิจ เสริมทัพธุรกิจใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตั้งบริษัทโฮลดิ้งชื่อบมจ.สเตคอน กรุ๊ป ( STECON Group) แยกธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่ม รับเหมาก่อสร้างยังเป็นเรือธง

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ STEC กล่าวถึงเหตุผลในการปรับโครงสร้างธุรกิจว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีของโลกในปัจจุบัน ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ นอกจากงานรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของสเตคอน กรุ๊ป

บริษัทจึงได้มีการวางกลยุทธ์ในการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีการเติบโตสูง (New S-Curve) และธุรกิจก่อสร้างเดิมที่มีงานในมือ ( Backlog) แข็งแกร่งกว่าแสนล้านบาท

รวมถึงผลักดันให้รายได้ประจำ (Recurring income) มีสัดส่วนที่มากขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญในธุรกิจวิศวกรรมและก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสเตคอน กรุ๊ป

“หลังจากปรับโครงสร้างใหม่ สเตคอน กรุ๊ป ตั้งเป้า 5-10 ปี ผลักดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท (ณ 12 ธ.ค.66 มีมาร์เก็ตแคป 12,429.62 ล้านบาท) เป้ากำไรสุทธิแตะ 4,000 ล้านบาท”

บริษัทคาดการณ์รายได้จากธุรกิจในกลุ่มก่อสร้าง 5-10 ปีข้างหน้า ประมาณ 40,000 ล้านบาท สัดส่วน กำไร แบ่งเป็น 50% จากธุรกิจก่อสร้าง และอีก 50% จากธุรกิจอื่น ซึ่งจะเป็น Recurring income ให้กับบริษัท

สำหรับระยะเวลาในการปรับโครงสร้างเบื้องต้น ภายในเดือนธ.ค. 2566 จะเริ่มจัดตั้ง บมจ.สเตคอน กรุ๊ป เพื่อทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ STEC จากผู้ถือหุ้นเดิม โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนการแลกเปลี่ยนกับหุ้นเดิม ในอัตราแลกหุ้น (Swap Ratio) ที่สัดส่วน 1:1 ภายใต้เงื่อนไขผู้ถือหุ้นต้องตอบรับคำเสนอซื้ออย่างน้อย 75% และคาดว่าการปรับโครงสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2567

การปรับโครงสร้างบริษัทจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย

  • กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง ดำเนินการภายใต้ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC)
  • กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน ภายใต้ บริษัท สเตคอน เพาเวอร์ จำกัด และ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่
  • กลุ่มธุรกิจคมนาคม ขนส่งและสัมปทาน มีแผนจะลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง รวมถึงโครงการสัมปทานอื่น ๆ ของภาครัฐ
  • กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ มีแผนจะลงทุนในธุรกิจที่มีความสามารถในการเติบโตสูง โดยจะพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ ตลอดจนผลตอบแทนของธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจเทคโนโลยีและสารสนเทศเป็นต้น

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการนี้ จะสามารถเพิ่มความสามารถในการเติบโตของบริษัทและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทโฮลดิ้งในระยะยาว”

นายภาคภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้ง บริษัท วิสดอม เซอร์วิสเซส จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขายและให้เช่าเครื่องจักรขนาดใหญ่ด้วยมาตรฐานระดับสากล จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายและบริการ ภายใต้การนำเข้าแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อย่างเช่น Liebherr จากประเทศเยอรมนี และ Kato จากประเทศญี่ปุ่น

บริษัท เอส เอ็น ที คอนกรีต โซลูชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ การรับผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ที่ใช้ในโครงการสำคัญต่างๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการทางยกระดับ สะพาน รวมถึงงานอุโมงค์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

นอกจากนี้ได้บริหารจัดการ บริษัท สเตคอน เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดิมที่อยู่ในกลุ่ม ซิโน-ไทย เข้าดูแลในส่วนงานด้านพลังงาน ปัจจุบันได้จับมือกับพันธมิตรจัดตั้ง บริษัท DC Power BN1 จำกัด เพื่อลงทุนในธุรกิจ Data Center บนพื้นที่ติดถนนบางนา-ตราด กม.4

ทั้งหมด คือ การเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ซิโน-ไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทตั้งเป้ารายได้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างประมาณ 30,000 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่คาดว่าจะยังไม่มากนัก ตั้งเป้าได้งานประมูลใหม่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท จากปัจจุบันซึ่งมีงานที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่าแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเริ่มประมูลงานใหม่ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม STEC ยังมุ่งเน้นการประมูลงานโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากมีคู่แข่งน้อยกว่า

โดยในปี 2567 มีงานที่รอติดตามการประมูล อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ขอนแก่น - หนองคาย มูลค่า 25,000 ล้านบาท รถไฟทางคู่จิระ - อุบล มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย , รถไฟฟ้าโมโนเรล สายสีน้ำตาลและสายสีเทา, การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และมอเตอร์เวย์ขอกรมทางหลวง

นายภาคภูมิ กล่าวถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย ว่า ในปัจจุบันภาครัฐและเอกชนลงทุนประมาณ 5-6 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดรับเหมาก่อสร้างมีมูลค่า 1.2-1.3 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ด้วยประเทศไทยมีภาระที่จะต้องใช้เงินกู้ หรืองบประมาณไปใช้ในด้านอื่น ดังนั้นงบลงทุนด้านการก่อสร้างในอนาคตข้างหน้าคงจะไม่ได้เพิ่มมากกว่านี้

ในขณะเดียวกันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีปัจจัยภายนอกกระทบค่อนข้างมาก ทั้งงบประมาณภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และปัญหาเรื่องการควบคุมต้นทุน ทำให้มองว่าแนวโน้มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะทรงตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...