ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ในสุวรรณภูมิ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
สุวรรณภูมิเป็นแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ (ไม่เกี่ยวกับหมู่เกาะ) ประเทศไทยมีดินแดนอยู่สุวรรณภูมิ ดังนั้นประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ (1.) เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ และ (2.) เป็นต้นทางประวัติศาสตร์ไทย
เมื่อ 18 ปีที่แล้วผมเคยเขียนหนังสือปกอ่อนเล่มเล็กๆ เล่าเรื่องสุวรรณภูมิอย่างสั้นๆ ง่ายๆ เพื่อสนองคนอ่านบ้านๆ ทั่วไป (ไม่เป็นนักวิชาการ) โดยตั้งชื่อว่า“สุวรรณภูมิต้นกระแสประวัติศาสตร์ไทย” (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549) ครั้นถึงทุกวันนี้พบข้อมูลเพิ่มขึ้น และประสบการณ์ตนเองไม่เหมือนเดิม ทำให้ความคิดหลายอย่างต่างจากแต่ก่อน และบางอย่างเปลี่ยนไปไม่น้อย
ไม่กี่วันมานี้มีผู้ส่งเอกสารให้อ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ เพื่ออบรมครูสังคมศึกษาใช้งานการเรียนการสอนเรื่องสุวรรณภูมิ ที่เป็นหนังสือรวมบทความวิชาการของนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งอ่านยากมาก เข้าใจยากมากๆ และมีหลายประเด็นที่ผมเห็นต่าง จึงจะขอทบทวนด้วยการสรุปอย่างง่ายๆ มาแบ่งปันไว้เป็นสาธารณะดังต่อไปนี้
- สุวรรณภูมิ ดินแดนทองแดง
ชื่อ สุวรรณภูมิเป็นภาษาอินเดียที่พ่อค้านักเสี่ยงโชคจากอินเดียใช้เรียกดินแดนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป ตั้งแต่ 2,500 ปีมาแล้ว ราว พ.ศ. 1 ดังนั้น สุวรรณภูมิไม่ใช่ชื่อท้องถิ่น ส่วนคนท้องถิ่นเรียกดินแดนนี้ว่าอะไร? ขณะนี้ไม่พบหลักฐาน
สุวรรณภูมิถูกใช้เรียกแผ่นดินใหญ่โดยรวมตั้งแต่เมื่อไร? ถึงเมื่อไร? ไม่พบหลักฐานตรงๆ แต่มีผู้สันนิษฐานไว้ต่างๆ เช่น พ.ศ. 1-1800, พ.ศ. 200-1800 เนื่องจากหลัง พ.ศ. 1800 พบว่ารัฐหลายแห่งนิยามดินแดนของตนเป็นสุวรรณภูมิดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ทายาทสุวรรณภูมิ คือ ทุกประเทศบนแผ่นดินใหญ่ทุกวันนี้ ได้แก่ พม่า,ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, มาเลเซีย และไทย (บางทีจะรวมมณฑลยูนนานของจีน)
วัฒนธรรมสุวรรณภูมิ คือ วัฒนธรรมของชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรก ราว 3,000 ปีมาแล้ว (เป็นอย่างน้อย)
ทองแดง (ไม่ทองคำ) สุวรรณภูมิเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่าดินแดนทอง หรือแผ่นดินทอง หมายถึงทองแดง (ไม่ทองคำ) ตามหลักฐาน ดังนี้
(1.) พบแหล่งทองแดงขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีการถลุงและหลอมใช้งาน ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 บนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป (ไม่หมู่เกาะ) โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งโขง ตั้งแต่มณฑลยูนนานในจีน ลงไปถึงลาวและไทยทางภาคอีสาน รวมทั้ง จ. ลพบุรี
(2.) การค้าระยะไกลทางทะเล ราว 2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1 คือการค้าทองแดงเป็นหลัก (อาจมีอย่างอื่นด้วย เช่น “ของป่า”) ที่พ่อค้านักเสี่ยงโชคจากอินเดียซื้อจากชุมชนคนพื้นเมืองแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป ไปขายต่อในอินเดียถึงกรีก-โรมัน
(3.) ไม่เคยพบแหล่งทองคำขนาดใหญ่ที่มีการถลุง-หลอม ใช้งานเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว
เหล็ก พบมากในอีสาน บิรเวณทุ่งกุลาร้องไห้, ภาคเหนือพบทางลำพูน, ภาคกลางพบมากที่ลพบุรี ฯลฯ
แผ่นดินใหญ่ ไม่หมู่เกาะ สุวรรณภูมิเป็นชื่อดินแดน มีความหมายดังนี้ (1.) แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป (โดยรวม) (2.) ไม่ระบุจำเพาะเจาะจงที่ใดที่หนึ่งเพียงที่เดียว (3.) ไม่หมู่เกาะ (แม้มีนักวิชาการบางคนพยายามโยงขยายพื้นที่ถึงหมู่เกาะ แต่ไม่พบหลักฐานหนักแน่น ส่วนหลักฐานที่นักวิชาการบางคนอ้างยังไม่น่าเชื่อถือ)
พิธีเซ่นผีขอฝนในสุวรรณภูมิ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว (ในภาพ) ช้างพร้อมลูกช้าง, ปลาขนาดใหญ่ 2 ตัว, เต่า, กระทิง, ขวัญเป็นลายสัญลักษณ์หยักๆ, มือแดงของเจ้าแม่, คนสวมหน้ากากหัวสามเหลี่ยมตั้งบนทรงกระบอก
(ภาพเขียนบริเวณผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี จากหนังสือ ศิลปะถ้ำ ผาแต้ม โขงเจียม คัดลอกโดย พเยาว์ เข็มนาค กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)
การเมือง สุวรรณภูมิทางการเมืองมีดังนี้ (1.) ไม่เป็นชื่อรัฐ (2.) ไม่เป็นชื่ออาณาจักร (3.) ไม่เป็นอาณานิคมอินเดีย
การเมืองการปกครองของสุวรรณภูมิเป็นแบบศาสนา-การเมือง หญิง เป็นหัวหน้าพิธีกรรม (ทางศาสนาผี) ทำหน้าที่หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (Chiefdom) มีอำนาจเหนือชาย ชาย โดยทั่วไปอยู่ใต้อำนาจของหญิง แต่บางชาติพันธุ์อาจมีอำนาจเหนือหญิงก็ได้
ชนชั้น มีความแตกต่างทางชนชั้น โดยคนกลุ่มหนึ่งเป็นตระกูลหัวหน้าเผ่าพันธุ์ มีเครื่องประดับมากกว่าคนอื่น และบางส่วนเป็นของจากที่ห่างไกล ส่วนพิธีกรรมหลังความตายมีมากกว่าคนทั่วไป
หลังความตาย พิธีกรรมมีดังนี้ (1.) ฝัง (ไม่เผา) (2.) ศพใส่ภาชนะดินเผา (ต้นตอโกศใส่ศพนั่ง) (3.) เรียกขวัญ (คืนร่างให้คนตายฟื้น) และส่งขวัญ (ขึ้นฟ้ารวมพลังเป็นผีฟ้า) ตามความเชื่อเรื่องขวัญด้วยการร้องรำทำเพลงอึกทึกครึกโครม (ทั้งหมดเป็นต้นตอมหรสพงานศพทุกวันนี้)
ศาสนา ประชาชนสุวรรณภูมินับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ (ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่มีเวียนว่ายตายเกิด) ว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย (กลายเป็นผี)
นับถือผีใหญ่สุดเรียกผีฟ้า (ผีแถน) มีพิธีเข้าทรง ผ่านร่างทรงเป็นหญิง (ไม่ลงทรงผู้ชาย) มีคำทำนายข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มากน้อยอย่างไร? เพื่อเตรียมรับสถานการณ์
พิธี “บวดควาย” ในสุวรรณภูมิ เมื่อควายเปลี่ยว (ควายเปรียว) เป็นควายตัวผู้มีอาการดุร้าย ไม่อยู่ในความควบคุม ต้อง “บวดควาย” เพื่อกำราบปราบปรามในพิธีขอฝนหน้าแล้ง สืบเนื่องถึงสมัยหลังเรียก “กระอั้วแทงควาย” ปัจจุบันรู้จักในชื่อกระตั้วแทงเสือ
[บวดควาย หมายถึงควบคุมควายตามต้องการของคน (บวด เหลือเค้าในภาษาถิ่นใต้ ใช้เรียกบวดวัว หรือ วัวบวด เมื่อล้มวัวในการชนวัวพนัน)]
(ในภาพ) คนจูงควาย (ตัวผู้) ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากรจากหนังสือศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี กรมศิลปากร พ.ศ. 2533)
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ แผ่ถึงสุวรรณภูมิ เมื่อหลังบริเวณสุวรรณภูมิเติบโตมั่งคั่งเป็นรัฐใหญ่ ราวเรือน พ.ศ. 1000 (ไทยเรียกวัฒนธรรมทวารวดี) จากนั้นปนกันเป็น “ผี-พราหมณ์-พุทธ” สืบมาจนทุกวันนี้
ประชาชน สุวรรณภูมิมีประชาชนหลายชาติพันธุ์ ตั้งหลักแหล่งปะปนกัน แต่จำนวนคนน้อย เพราะพื้นที่กว้างขวางมาก จึงมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า (เป็นต้นเหตุสมัยหลังมีสงครามกวาดต้อนผู้คนเป็นเชลยไปเป็นแรงงาน แต่ไม่ยึดดินแดนบ้านเมือง)
ประชาชนสุวรรณภูมิ ประกอบด้วยตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มลายู, มอญ-เขมร, ม้ง-เมี่ยน, จีน-ทิเบต, พม่า-ทิเบต, ไท-ไต หรือ ไท-กะได ฯลฯ
อาหาร กินข้าวเป็นอาหารหลัก มีข้าว 2 ชนิด ข้าวเมล็ดป้อม (ข้าวเหนียว) และข้าวเมล็ดเรียว (ข้าวเจ้า) คนสุวรรณภูมิส่วนมาก (รวมภาคกลาง, ภาคใต้ปัจจุบัน) กินข้าวเมล็ดป้อม หรือข้าวเหนียว, ข้าวนึ่ง
กับข้าว มีไม่มาก ส่วนมาก คือปลา จึงมีคำพูดติดปากเป็นภาษาไทยว่า “กินข้าว กินปลา” ส่วนกับข้าวหลักของสุวรรณภูมิคือ “เน่าแล้วอร่อย” ได้แก่ ปลาแดก, ปลาร้า, น้ำพริก, กะปิ, น้ำปลา ฯลฯ
เซ่นผีแม่ข้าวเป็นพิธีกรรมก่อนลงมือทํานาจริงในสุวรรณภูมิ ราว 2,500 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นต่อมาอีกนานถูกปรับเปลี่ยนเป็นระยะๆ กระทั่งทุกวันนี้ในชุมชนชาวนาแถบลุ่มน้ำโขงเรียกพิธี “นาตาแฮก” หมายถึงนาแปลงแรกที่จําลองขึ้นมีขนาดตามสมควร ใช้ทําพิธีกรรมก่อนทํานาจริง เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ (คือต้นข้าว) คําว่า “ตา” คือ ตารางใช้เรียกนาจําลอง, “แฮก” คือ แรก
“นาตาแฮก” เป็นต้นทางพิธีกรรมของชุมชนชาวนาแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียก “แรกนาขวัญ” ซึ่งมีพัฒนาการเข้าสู่ราชสํานัก เรียกพระราชพิธี “จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”
[ลายเส้นของกรมศิลปากร โดย พเยาว์ เข็มนาค คัดลอกจากภาพเขียนที่ผาหมอนน้อย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี]
เคี้ยวหมาก ฟันดำ ประชาชนหญิง-ชาย เคี้ยวหมาก ทำให้ฟันดำ
ยารักษาโรค สมุนไพรในป่า เกลือ ปรุงอาหารและเป็นยารักษาโรค เกลือสินเธาว์พบทั่วไป แต่มีมากบริเวณทุ่งกุลาในอีสาน (นอกจากใช้ปรุงอาหารแล้วยังใช้ร่วมถลุงเหล็ก) ส่วนเกลือสมุทรมีเฉพาะใกล้ทะเลเป็นบางแห่ง
เครื่องนุ่งห่ม “ผ้าผืนเดียว เตี่ยวพันกาย” หมายถึง ชาวสุวรรณภูมิมีผ้าผืนเดียวขนาดเล็ก เรียกเตี่ยว หรือผ้าเตี่ยว ใช้ปิดอวัยวะเพศเท่านั้น ส่วนบนเปลือยเปล่า-เปลือยอกทั้งหญิงชายทุกระดับ
เครื่องราง ประดับตามตัวด้วยลูกปัดชนิดต่างๆ, ลูกกระพรวน, เขี้ยวสัตว์ ฯลฯ เสียงที่กระทบกันของเครื่องรางหรือเครื่องประดับเชื่อว่าป้องกันผีร้าย โทเท็ม (Totem) เลือดจากสัตว์เซ่นผี เช่น ควาย, วัว ป้ายเป็นแถบบนใบหน้าเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์หรือพืชประจำตระกูล
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ กบ, จระเข้, งู, ตะกวด ฯลฯ เชื่อว่าเป็นผู้บันดาลให้มีน้ำฝน และเป็นผู้พิทักษ์แหล่งน้ำ ดังนั้น ใช้หนามและกระดูกสัตว์แหลมขีดข่วนผิวหนังตนเองเป็นรอยแบบสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น (เป็นต้นตอลายสักรูปต่างๆ ทุกวันนี้)
บ้าน หมายถึงชุมชนหรือหมู่บ้าน ประกอบด้วยพื้นที่ตั้งหมู่บ้าน มีเรือนหลายหลังอยู่รวมกัน และทุ่งนาป่าเขา (ถ้ามี)
เรือน หมายถึงที่อยู่อาศัย เป็นเรือนเสาสูงทำด้วยไม้ไผ่ มุงด้วยใบไม้ เช่น ใบคาหรือตับจาก และใบอื่นๆ
ร้องรำทำเพลง สุวรรณภูมิมีดังนี้ นาฏศิลป์ ฟ้อน-เต้น เป็นแบบแผนมั่นคงแล้ว ฟ้อนเนิบช้า (ต้นแบบท่าพระ-นางในโขนละคร) เต้น กางแขนถ่างขาเลียนแบบกบ (เพื่อขอฝน) เพราะเชื่อว่ากบทำให้ฝนตก (ต้นแบบท่าโขน ยักษ์-ลิง และท่าละครโนรา) ดนตรี ปี่ (จากไม้อ้อ, ไม้ไผ่), แคน, กระบอกไผ่, กลองไม้, พานฆ้อง, กลองทองสำริด (ไทยเรียกมโหระทึก)
ชุมชนทมิฬอินเดียใต้ มีกระจัดกระจายหลายแห่ง เช่น เขาสามแก้ว (ชุมพร), ดอนตาเพชร (กาญจนบุรี) เป็นต้น
รับวัฒนธรรมอินเดีย เช่น ภาษา แต่ยังไม่พบว่ารับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ
ชุมชนฮั่น (จีน) มีบ้าง แต่ไม่พบหลักฐานชัดเจน พบแต่การแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมทางภาคเหนือ เช่น แม่ปีลูกปี และภาชนะสามขา พบตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ตามแนวพรมแดนตะวันตก
โยกย้ายไปมา ประชาชนหลายชาติพันธุ์มีการโยกย้ายผู้คนจากที่ไกลๆ เช่น ลุ่มน้ำ ฮวงโห, ลุ่มน้ำแยงซี ไปลุ่มน้ำอื่นๆ บริเวณสุวรรณภูมิ เป็นต้น ทำให้มีการประสมประสานทางชาติพันธุ์ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้วจนปัจจุบัน
ดังนั้น สายเลือดบริสุทธิ์ไม่มีจริง
ข้อมูลสุวรรณภูมิยังมีมากกว่านี้ แต่มีสติปัญญาทำได้แค่นี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ในสุวรรณภูมิ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th