'หยุดออกใบพกปืน 1 ปี' ถอดบทเรียนจากต่างประเทศสู่มาตรการความปลอดภัยในสังคมไทย
มุมมองเชิงนโยบาย “หยุดออกใบพกปืน 1 ปี” ถอดบทเรียนจากต่างประเทศสู่มาตรการความปลอดภัยในสังคมไทย
การตัดสินใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรักษาการและรัฐมนตรีรักษาการว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการระงับการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) ชั่วคราว 1 ปี อาจทำให้บางคนรู้สึกกังวล
แต่หากมองในมุมความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ นี่คือมาตรการที่หลายประเทศใช้เมื่อความเสี่ยงเพิ่มสูง เพราะความจริงง่าย ๆ คือ เหตุรุนแรงจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจฆ่าใคร แต่เริ่มจากความขัดแย้งเล็ก ๆ ที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อมีอาวุธปืนอยู่ในมือผู้ก่อเหตุ
ประเทศที่จำกัดการพกปืนในพื้นที่สาธารณะ พบว่าความสูญเสียลดลง และประชาชนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ยังช่วยตัดวงจรปัญหาการวิ่งเต้น และการเรียกรับผลประโยชน์ในกระบวนการอนุญาต ทำให้ระบบโปร่งใสขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือ นี่ไม่ใช่การยึดสิทธิประชาชน แต่เป็นการลดความเสี่ยงต่อชีวิตของคนส่วนรวม บางครั้งความเข้มงวดของรัฐ ไม่ใช่สัญญาณของการจำกัดเสรีภาพ แต่คือสัญญาณว่า ชีวิตของประชาชนมีค่ามากพอ ที่จะได้รับการปกป้องอย่างจริงจัง
การตัดสินใจของ นายกรัฐมนตรีรักษาการและรัฐมนตรีรักษาการว่าการกระทรวงมหาดไทยในการระงับการออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน (ป.12) ชั่วคราว 1 ปีครั้งนี้ จึงเป็นมาตรการที่สะท้อนการใช้รัฐอำนาจเชิงป้องกัน (preventive governance) ซึ่งในเชิงนโยบายสาธารณะถือเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้เมื่อสังคมเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ มาตรการนี้ ไม่ได้มุ่งจำกัดสิทธิของประชาชนโดยตรง แต่เป็นการลด “โอกาสของเหตุการณ์รุนแรง” ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง งานวิจัยด้านอาชญาวิทยาในระดับสากลชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงจากอาชญากรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้า แต่เกิดจากสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่ง“การมีอาวุธพร้อมใช้” ทำให้เหตุการณ์เล็ก กลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว
บทเรียนจากต่างประเทศ: ความเข้มงวดที่ช่วยลดความสูญเสีย
ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงและการพกพาอาวุธในพื้นที่สาธารณะ ผลลัพธ์ระยะยาวที่ปรากฏชัดคือ (1) อัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืนลดลง (2) ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนเพิ่มขึ้น และ (3) ระบบการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นนี้สะท้อนหลักการสำคัญของนโยบายสาธารณะ คือ การลดความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk reduction) ไม่ใช่เพียงการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า อาจกล่าวได้ว่า หลักฐานสากลจำนวนมากชี้ว่ามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้นสัมพันธ์กับการลดความสูญเสียจากอาวุธปืน โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากปืนและเหตุรุนแรงระดับสูง แต่รายละเอียดผลลัพธ์ขึ้นกับการบังคับใช้และบริบทประเทศ
มิติธรรมาภิบาล: ลดช่องว่างการทุจริต อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ กระบวนการอนุญาตอาวุธปืนในหลายประเทศ ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจและผลประโยชน์ทับซ้อน การระงับการออกใบอนุญาตชั่วคราว เปิดโอกาสให้รัฐสามารถตรวจสอบกระบวนการ ปรับปรุงฐานข้อมูล และเพิ่มความโปร่งใสในระบบซึ่งเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นต่อภาครัฐในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยคือ “มาตรการนี้จะทำให้ประชาชนป้องกันตัวเองไม่ได้หรือไม่” คำตอบเชิงนโยบายคือ มาตรการนี้เน้นการลดความเสี่ยงในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่กระทบต่อการครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่ไม่ใช่นโยบายต่อต้านประชาชน แต่เป็นนโยบายลดความเสี่ยงต่อเหตุรุนแรงกับประชาชนส่วนรวม
บทสรุป การพักออกใบพกปืน 1 ปี จึงควรถูกมองในฐานะ “มาตรการเพื่อความปลอดภัยเชิงระบบ”
ไม่ใช่การจำกัดสิทธิ แต่เป็นการปกป้องชีวิต และไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศ ในสังคมที่ความมั่นใจคือทุนสำคัญ มาตรการนี้จึงเป็นก้าวที่ควรได้รับการสนับสนุน ด้วยเหตุผล มากกว่าความรู้สึกและอารมณ์ที่ผสมปนเปกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘หยุดออกใบพกปืน 1 ปี’ ถอดบทเรียนจากต่างประเทศสู่มาตรการความปลอดภัยในสังคมไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th