โจมตี “อิหร่าน” ช่วงรอมฎอน เขย่าอาเซียน 3 ชาติมุสลิมขยับจุดยืน จับตา “ฮอร์มุซ” ฉุดพลังงาน
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 03.35 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 03.32 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์อาเซียนศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว“Piti Srisangnam” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ชี้ว่า การโจมตีอิหร่านในช่วงเดือนรอมฎอนกำลังกลายเป็นแรงกดดันที่บีบให้กลุ่มประเทศมุสลิมในอาเซียนต้องแสดงจุดยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติศาสนา การเมืองภายใน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
โดยมาเลเซีย ถูกประเมินว่า จะออกมาประณามการโจมตีอย่างรุนแรงและชัดเจนที่สุดในอาเซียน และรัฐบาลมาเลเซียเตรียมผลักดันประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) มีมติฉุกเฉินยุติการใช้กำลังทหารโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันแรงกดดันจากการเมืองภายในก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะกระแสสนับสนุนโลกมุสลิมในประเทศกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลลดระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านอินโดนีเซีย ในฐานะประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เลือกเดินเกม “Bebas Aktif” หรือการทูตอิสระและแข็งขัน แต่สิ่งที่รัฐบาลจาการ์ตากังวลมากที่สุดในขณะนี้คือสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญนี้ถูกปิด จะส่งแรงกระแทกโดยตรงไปยังราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในทันที
ขณะที่บรูไน ยังคงธรรมเนียม Quiet Diplomacy เลือกที่จะสงวนท่าทีและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ในเวทีของ OIC บรูไนพร้อมสนับสนุนมติใด ๆ ที่สะท้อนหลักการไม่แทรกแซงและการเคารพอธิปไตยของรัฐ
ดร.ปิติ ยังสรุปว่า ความแตกต่างของจุดยืนระหว่าง 3 ชาติมุสลิมกับสมาชิกอื่นอย่างสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ที่พึ่งพาร่มความมั่นคงของรัฐบาลวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อบวกกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และวิกฤติเมียนมาที่ยังไม่มีทางออก กำลังสร้างแรงเหวี่ยงที่อาจทำให้หลักการ ASEAN Centrality แตกร้าวได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิดในฐานะหนึ่งในตัวแปรความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค