สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แต่หน้าที่ดังกล่าวไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบพื้นฐานเรื่องข้อมูลได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้แสดงความเห็นอยู่ในสถานะสื่ออาวุโสที่คำพูดมีน้ำหนักต่อการรับรู้ของสาธารณชน
กรณีรายการ “คุยให้คิด” ซึ่งมี “สุทธิชัย หยุ่น” และ “วีระ ธีรภัทร” ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน ประเด็นที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นคำถามตรงไปยังกระบวนการทำงานข่าว
ในรายการดังกล่าว มีการวิเคราะห์ว่าพรรคภูมิใจไทยประสบปัญหาในการส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีดีเบตด้านเศรษฐกิจ
จากนั้นจึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นเพียงบุคคลที่พรรคดึงมาใช้สร้างภาพลักษณ์ ไม่ใช่บุคคลภายในพรรค การสรุปเช่นนี้ถูกนำเสนอในฐานะการวิเคราะห์ ทั้งที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ คือบุคคลทั้งสองเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีสถานะเป็นคนนอกพรรค และไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้ช่วยหาเสียงตามที่ถูกสื่อสารในรายการ ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลลึกหรือข้อมูลปิด แต่สามารถตรวจสอบได้จากแหล่งข่าวสาธารณะทั่วไป
เมื่อข้อมูลตั้งต้นคลาดเคลื่อน การวิเคราะห์ทั้งหมดที่ตามมาย่อมคลาดเคลื่อนไปด้วย
ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเนื้อหารายการหนึ่งตอน แต่ขยายไปถึงการรับรู้ของสาธารณชน โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารถูกถ่ายทอดผ่านบุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือมาเป็นเวลานาน ความเข้าใจผิดจึงไม่ได้จบลงพร้อมการออกอากาศ
ประเด็นนี้ยิ่งมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาว่าผู้ที่นำเสนอไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการหน้าใหม่ หากเป็นสื่อที่อยู่ในแวดวงการเมืองมาเป็นเวลานาน สังคมย่อมคาดหวังมาตรฐานที่สูงกว่า ทั้งในด้านการตรวจสอบข้อมูลและความรอบคอบในการสื่อสาร
เมื่อความผิดพลาดขั้นพื้นฐานเกิดขึ้นจากบุคคลในระดับนี้ ผลกระทบย่อมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่ส่งผลต่อภาพรวมของความน่าเชื่อถือในวิชาชีพสื่อ
ภายหลัง “อนุทินชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน โดยยืนยันว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเป็นสมาชิกพรรค ทำหน้าที่ในทีมเศรษฐกิจ และมีบทบาทในการกำหนดนโยบายของพรรค การชี้แจงดังกล่าวเป็นการตอบด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
ต่อมา วีระออกมาแสดงความขอโทษ โดยยอมรับว่าไม่ทราบสถานะความเป็นสมาชิกพรรคของบุคคลทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม คำขอโทษเกิดขึ้นภายหลังข้อมูลที่คลาดเคลื่อนถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว และไม่อาจลบล้างผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณชนที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแสดงความขอโทษ แต่คือกระบวนการทำงานข่าวที่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนี้ผ่านไปได้โดยไม่มีการกลั่นกรองตั้งแต่ต้น
การทำงานของสื่อในความเป็นจริงยากจะแยกขาดจากจุดยืนทางการเมือง สื่อแทบทุกสำนักต่างมีมุมมองและแนวโน้มของตนเอง ซึ่งเป็นบริบทที่สังคมรับรู้อยู่แล้ว และไม่ใช่ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแก่นของกรณีนี้
สิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือระดับของมาตรฐาน เมื่อผู้ทำหน้าที่อยู่ในสถานะสื่ออาวุโสที่คำพูดมีน้ำหนักและถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่าง การมีจุดยืนทางการเมืองไม่ควรทำให้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลหย่อนลง เพราะสิ่งที่สังคมยึดถือคือความเข้มงวดในการทำหน้าที่ตามบทบาทที่ยืนอยู่
ประเด็นนี้สะท้อนผ่านกรณีของ ”สุทธิชัย หยุ่น“ และ ”วีระ ธีรภัทร“ โดยตรง จากท่าทีและแนวคิดทางการเมืองที่ทั้งสองแสดงออกอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกับพรรคส้ม เมื่อบทบาทการแสดงจุดยืนทับซ้อนกับการทำหน้าที่สื่อ การตรวจสอบข้อมูลจึงถูกตั้งคำถามว่าถูกให้ความสำคัญเพียงพอหรือไม่
ในกรณีของวีระ เป็นข้อเท็จจริงที่เคยดำรงตำแหน่งกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรภายใต้โควตาของพรรคส้ม บทบาทดังกล่าวไม่ใช่ความผิดในตัวเอง แต่เมื่อกลับมาทำหน้าที่วิเคราะห์การเมืองผ่านสื่อ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องระยะห่างและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่
ขณะที่ “สุทธิชัย หยุ่น” แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง แต่แนวคิดและท่าทีที่แสดงออกอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความสอดคล้องกับแนวทางของพรรคส้มในหลายประเด็น
เมื่อท่าทีทางการเมืองมาก่อน การตรวจสอบข้อมูลย่อมไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร กรณีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยจึงกลายเป็นตัวอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน
พื้นที่สนทนาทางการเมืองจำนวนมากในช่วงหลังถูกใช้เพื่อยืนยันจุดยืนมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อผู้รับสารรับฟังจากสื่ออาวุโส ความคาดหวังย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ความผิดพลาดด้านข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นความเสียหายต่อความเชื่อถือของสื่อในภาพรวม
สื่อมวลชนมีบทบาทตรวจสอบนักการเมือง และในเวลาเดียวกัน สื่อก็อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน หากไม่สามารถรักษาความเข้มงวดด้านข้อมูลของตนเองได้ ก็ยากที่จะเรียกร้องมาตรฐานเดียวกันจากฝ่ายอื่น
กรณี “หยุ่น-วีระ” จึงเป็นคำถามต่อวิชาชีพสื่อว่า ในวันที่สื่ออาวุโสบางรายเลือกแสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกับพรรคส้มอย่างชัดเจน มาตรฐานที่ควรอยู่เหนือจุดยืนทางการเมืองนั้น ยังถูกยึดถืออยู่หรือไม่.