“ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์การศึกษา ม.มหิดล ไม่ฝืนดัน "เอนเทอร์เทนเมนต์ฯ" ในวันที่ประชาชนยังคัดค้าน
">
วันที่ 18 ม.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “นโยบายด้านการศึกษา ยกระดับวิจัยและนวัตกรรมไทย” ซึ่งเป็นการกลับมาครั้งแรกหลังจากลาออกจากรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย
โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) โดยเน้นย้ำเรื่องการสร้างความมั่งคั่งที่กระจายสู่ทุกกลุ่ม ผ่านทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Growth)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรารับเทคโนโลยีจากต่างชาติมาโดยตลอด จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยคือการสร้างบุคลากรที่รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ หากจะผลิตสินค้าขายคน 60 ล้านคนก็ต้องทำ แต่บทบาทภาครัฐต้องดูแลเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์และกายภาพควบคู่กันไป รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนการวางรากฐานการศึกษานั้น ควรมีโรงเรียนคุณภาพระดับเกรดเอในแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สามารถทำงานและเติบโตในจังหวัดบ้านเกิดของตนเองได้
ในประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเปิดใจว่า “หลายคนพยายามบอกว่า วันนี้เราได้นักการเมืองห่วยๆ มาคนหนึ่งชื่อ ยศชนัน แต่เสียนักวิจัยที่ดีไป ซึ่งต้องบอกว่าไม่จริง นักศึกษาและอาจารย์หลายคนในที่นี้เก่งกว่าผมทั้งนั้น สิ่งนี้ทำให้ผมมองว่า จริงๆ แล้วเราขาดคนเข้าใจในระดับบริหารประเทศที่จะนำผลงานเหล่านี้ออกไปสร้างมูลค่า ทำอย่างไรให้ประเทศดีขึ้น รวยขึ้น และสร้างโอกาสให้อาจารย์รุ่นน้องก้าวไปข้างหน้าได้ วันนี้เมื่อมีโอกาส ผมจึงต้องทำ จิตวิญญาณความเป็นนักวิจัยไม่เคยเปลี่ยน แต่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”
ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำถึงบทบาทของ AI ที่จะเข้ามาเชื่อมโยงด้านสุขภาพและเป้าหมาย "คนไทยไร้จน" โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและคนพิการ ซึ่งมักเป็นภาระหนักของครอบครัว รัฐบาลต้องรู้พิกัดผู้ป่วยและให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าดูแล โดยเสนอมาตรการเติมเงิน 3,000 บาท ซึ่งไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากอยากให้ประเทศร่ำรวย เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ต้องได้รับการดูแล ใครไม่ทำ เราจะทำแน่นอน
สำหรับความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทักษะคนทั้งระบบ (Reskill/Upskill) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำงานตรงสายที่เรียนจบ แต่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ หากระบบนิเวศนวัตกรรมดีขึ้น ปัญหาการจ้างงานจะหมดไป
ในด้านสาธารณสุข หากพื้นที่ใดบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ต้องใช้เทคโนโลยี Telemedicine เข้ามาช่วย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาให้ลูกหลานในพื้นที่ได้เรียนแพทย์ เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และรถเมล์ติดแอร์นั้น ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า คนต่างจังหวัดจ่ายภาษีเหมือนคนกรุงเทพฯ ดังนั้นการพัฒนาระบบรางและการเดินทางเชื่อมต่อจังหวัดต่างๆ ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม
ดึเมื่อถามถึงแนวทางบริหารหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงตลาดทุนว่า ความน่าเชื่อถือต้องมาก่อน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ต้องมีรายได้จากต่างประเทศด้วย ไม่ใช่พึ่งพาแค่เศรษฐกิจในประเทศ หากเศรษฐกิจไทยต่ำ ย่อมกระทบทั้งหมด สิ่งที่ต้องทำคือแก้ทั้งระบบ สร้างความน่าเชื่อถือ และดึงความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลับมาสู่การลงทุน
ต่อข้อซักถามเรื่อง พ.ร.บ.เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า การโจมตีว่าเราสนับสนุนกาสิโนนั้นไม่เป็นความจริง โดยธรรมชาติแล้วพรรคไม่สนับสนุนการพนันออนไลน์หรือธุรกิจสีเทา แต่แนวคิดเรื่องเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เกิดขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนกาสิโนเพียงเล็กน้อยและต้องมีการควบคุมเข้มงวด
“เรื่องสีเทา เรื่องคอร์รัปชัน เราไม่เอา การมองหน้าผมแล้วนึกถึงกาสิโนนั้นไม่แฟร์ ผมมาจากสายวิชาการ ทำอาชีพสุจริต หากประชาชนไม่สบายใจเพราะกังวลเรื่องสแกมเมอร์หรือปัญหาสังคม เราจะไม่ฝืนทำ คราวที่แล้วเราคิดมากแต่ก็ไม่ได้ทำต่อ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ต้องฟังเสียงประชาชน ถ้าประชาชนไม่ให้ทำ ก็ไม่ทำ”
ส่วนปัญหาความมั่นคงชายแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศ.ดร.ยศชนัน มีท่าทีชัดเจนว่า "ปัญหากัมพูชาคือแหล่งสแกมเมอร์ เมื่อปราบจากที่หนึ่งก็ย้ายไปอีกที่หนึ่ง สงครามรูปแบบใหม่นี้จะหมดไปต้องปราบให้ครบวงจร"
สำหรับปัญหาการกระทบกระทั่งชายแดน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า “หากยิงมาก็ยิงกลับ” โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาอธิปไตยเป็นสำคัญ ได้มีการหารือกับฝ่ายทหารแล้วว่าต้องการงบประมาณเพื่อรักษาชีวิตกำลังพล การตอบโต้ต้องไม่วู่วามแต่ต้อง “ได้สัดส่วน” และคนในพื้นที่ต้องปลอดภัย โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่อันตราย