โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘Spectre C’ จากโครงสร้างความคิดเดียวกัน เงาที่หลอกหลอน ‘โลกเก่า’

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

25 ก.พ. 2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง Spectre: จากโครงสร้างความคิดเดียวกัน มีเนื้อหาดังนี้

บริษัท “Spectre C” ในตึกที่ทำการของ “พรรคประชาชน” กลายเป็นที่รู้จักจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาว่าเป็นบริษัทที่ทำ “สื่อ” และเป็น IO ของพรรคการเมือง ที่แม้จะยังเป็นประเด็นต้องพิสูจน์ความจริงกันในศาล แต่แปลกว่าเมื่อเรื่องดังขึ้น แทนที่จะมีคนของบริษัทออกมาชี้แจง กลับมีแต่แกนนำของพรรคประชาชนพยายามตอบโต้ แถมด้วยการพาสื่อมวลชนเดินชมบริษัททั้งนอกในอย่างละเอียด ทำให้เห็นสัดส่วนการบริหารจัดการที่ทับซ้อนกันของบริษัทและพรรคอย่างไม่ปกติ

ที่โต้เถียงกันมากอีกประการ คือความพยายามจะแก้ตัวให้กับชื่อของบริษัท เพราะเมื่อมีผู้ชี้ว่า Spectre น่าจะมาจากประโยคเปิดอันโด่งดังของคำประกาศ The Communist Manifesto ที่ว่า A Spectre is haunting Europe อีกสายหนึ่งก็อธิบายว่าชื่อนี้น่าจะมาจากชื่อองค์กรลึกลับที่ต้องการครองโลกในจักรวาล James Bond

เมื่อบริษัทหรือพรรคประชาชนตระหนกว่าคำอธิบายสองแนวทางนั้น จะทำให้ดูน่ากลัวในสายตาประชาชน ก็จึงเกิดคำอธิบายแนวที่สามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ว่าชื่อนี้มาจากนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ให้ดูเป็นเรื่องความรัก โดยไม่ชี้แจงถึงนัยที่แฝงในเรื่องราว

ในประโยคเปิดของ The Communist Manifesto คำว่า “spectre” มิได้หมายถึงภูตผีตามความเชื่อทางศาสนา หากหมายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ อันเป็นพลังทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ปรากฏตัว แต่กำลังก่อรูปและทำให้ระเบียบเดิมหวั่นไหว มันคือความเป็นไปได้ที่ยังมาไม่ถึงเต็มที่ แต่การมีอยู่ในฐานะ “ความคิด” ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่ชนชั้นนำยุโรป

ในโลกของ James Bond องค์กร SPECTRE ก็มีสถานะคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่รัฐชาติ ไม่ใช่กองทัพอย่างเปิดเผย แต่เป็นเครือข่ายไร้รูป ความน่ากลัวอยู่ที่ความไม่อาจมองเห็นและไม่อาจระบุขอบเขตได้ชัดเจน มันเป็นอำนาจที่ไม่ปรากฏตัวในฐานะสถาบันทางการเมืองแบบดั้งเดิม แต่กลับแทรกซึมและกำหนดทิศทางของสถาบันเหล่านั้นได้

ขณะเดียวกัน ใน “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ คำว่า “ปีศาจ” มิได้ถูกใช้เพื่อหมายถึงความชั่วร้าย หากแต่เป็น “ป้าย” ที่ชนชั้นนำ “แปะ” ให้กับปัญญาชนหัวก้าวหน้า ผู้เสนอแนวคิดเสรีนิยมและความเสมอภาคในสังคมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ตัวละครที่ถูกเรียกว่า “ปีศาจ” จึงมิใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นมนุษย์ผู้จะมาโค่นล้มสังคมที่เหลื่อมล้ำในอนาคต
เมื่อพิจารณาทั้งสามกรณีร่วมกัน แม้จะไม่ใช่ “ราก” ปรัชญาเดียวกัน แต่เป็น “รูปแบบการสร้างภาพศัตรูร่วมกัน” การใช้คำว่า spectre เป็นชื่อบริษัท จึงน่าจะมิใช่ความบังเอิญ หากคือการประกาศ “พลังใหม่” ว่า spectre คือสิ่งที่ยังไม่มีตัวตน แต่เติบโตทางจินตนาการและความคิด ที่มีสถานะเป็นอันตรายต่อสังคมเก่า
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ในยุโรปศตวรรษที่สิบเก้า องค์กรลับในโลกสายลับ หรือปัญญาชนก้าวหน้าในสังคมไทยกลางศตวรรษที่ยี่สิบ ทั้งหมดล้วนถูกทำให้เป็น “spectre” ในความหมายเดียวกัน คือ “เงาที่หลอกหลอน” โลกเก่า การเรียกสิ่งหนึ่งว่า “ปีศาจ” จึงไม่ใช่การอธิบายธรรมชาติของมัน หากเป็นการใช้คำ เพื่อผลิตความกลัวต่อการค้ำจุนโครงสร้างเดิม การถกเถียงเรื่อง Spectre C จึงสะท้อนการเมืองของความหมาย ว่าการต่อสู้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามนโยบาย หากยังเกิดขึ้นในสนามของภาษา สัญลักษณ์ และการตีความด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...