โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รอยเตอร์รายงานสถานการณ์หนึ่งปีหลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 นโยบายเศรษฐกิจ ยังคงให้ผลลัพธ์ทั้งดีและร้ายปนกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอเมริกันในหลายมิติ

ครบ 1 ปี นโยบาย America First

นโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยมักจะหลอมรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและวาระทางการเมืองภายใต้แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First)

หัวใจสำคัญของมาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย การลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับ การจัดเก็บภาษีนำเข้า เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐบาล ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ และดึงฐานการผลิตกลับมาในสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ โดยเชื่อว่าจะช่วยเปิดโอกาสให้คนอเมริกันหางานได้ง่ายขึ้นและทำให้ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง รวมถึงการเดินหน้า ลดกฎระเบียบข้อบังคับ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานและการธนาคาร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

GDP โตสูงกว่าคาด

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะหดตัวชั่วคราว เนื่องจากบรรดาภาคธุรกิจต่างเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ การเติบโตยังชะลอตัวลงในช่วงปลายปีจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลงชั่วคราว

แต่ในช่วงระหว่างนั้น ตัวเลขการเติบโตกลับพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการลดภาษีภายใต้กฎหมาย "One Big Beautiful Bill"

รายได้ภาษี-ขาดดุลการค้า

ภาษีนำเข้าคือหัวใจหลักในนโยบายของทรัมป์มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาดในช่วงแรก โดยก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ธุรกิจต่าง ๆ ได้เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี ส่งผลให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการลดการขาดดุล

แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าในระยะยาวภาษีนี้อาจช่วยลดช่องว่างการนำเข้า-ส่งออกได้จริง แต่จนถึงปัจจุบันผลลัพธ์นั้นยังไม่ปรากฏ

นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาสั่งยกเลิกภาษีนำเข้า "ฉุกเฉิน" แบบครอบคลุมทั่วโลก ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องแก้เกมด้วยการประกาศภาษีใหม่ที่ 15% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และยืนยันว่าจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อรักษาฐานรายได้จากภาษีนำเข้าไม่ให้ลดลง

ผลผลิตอุตสาหกรรมพุ่ง สวนทางจ้างงาน

ภาคการผลิตของสหรัฐเริ่มฟื้นตัวได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและดอกเบี้ยที่สูง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนใน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรง และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้เมื่อมาตรการลดภาษีเริ่มส่งผล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ "การเติบโตที่ไม่เกิดการจ้างงาน" แม้ผลผลิตโรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกลับลดลง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการใช้ความเข้มงวดทางการค้าเพื่อสร้างงานคืนสู่คนอเมริกัน

ตลาดแรงงานเริ่มชะงักงัน

ภาพรวมตลาดแรงงาน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อัตราว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือนล่าสุด แต่ตัวเลขรวมทั้งปีที่แล้วถือว่าน่าผิดหวัง โดยเพิ่มขึ้นเพียง 180,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2567

นักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามผู้อพยพที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งฝั่งความต้องการจ้างงานและจำนวนแรงงานในระบบ

เงินเฟ้อและเฟด

แม้เงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในสมัยประธานาธิบดีไบเดน แต่ดัชนีราคาที่เฟดเฝ้าติดตามกลับเริ่มขยับสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่าสถานการณ์จะทรงตัวระดับสูงต่อไปอีกระยะ

นอกจากนี้ ความหวังของตลาดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของประธานเฟด โดยทรัมป์ได้เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ให้มารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าเขาจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอและรับมือกับเงินเฟ้อที่เริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่

อ้างอิงReuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...