‘เสียงสะท้อน’ ชาวบ้าน-ชาวป่าแม่ยวม วอนเห็นใจถนนเส้นใหม่มีประโยชน์ ทางหนีน้ำป่า
จากกรณี นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ สั่งให้มีการตรวจสอบ "ถนนปริศนา" ตัดผ่านป่าแม่ยวมเชื่อมป่าสาละวินที่ จ.แม่ฮ่องสอน และพร้อมสั่งปิดไม่ให้ใช้เส้นทางดังกล่าว ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายสุภัค อมรใฝ่วจี ผู้ใหญ่บ้านแม่สอง หมู่ที่ 3 ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านขุนแม่สอง และหย่อมบ้านใกล้เคียง บ้านวาทู บ้านแม่โป๋ ได้อัดคลิปส่งต่อสื่อออนไลน์ ขอเสียงเล็ก ๆ สะท้อนความต้องการผ่านสื่อออนไลน์ ให้เล็งเห็นความสำคัญในการใช้เส้นทาง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุก ๆ ด้าน มีเนื้อหาสำคัญ ระบุว่า ถนนตัดใหม่ไม่ใช่ถนนปริศนา แต่เป็นเส้นทางสัญจรเดิมที่พวกเขา ตลอดจนครู และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ใช้เดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านสะท้อนว่าถนนเส้นนี้มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตอย่างมาก เพราะช่วยย่นระยะทางจากเดิมที่ต้องอ้อมเขากว่า 90 กิโลเมตร ถนนเส้นทางใหม่ ถือเป็นเส้นทางที่ช่วยให้พวกเขาเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เส้นทางปกติมักจะถูกตัดขาด เส้นทางใหม่จึงเป็นเส้นทางเลี่ยงน้ำท่วม หนีน้ำป่า มีพี่น้องประชาชนหลายหมู่บ้านที่อาศัยเส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไปมา เช่น หมู่บ้านห้วยกองเป๊าะ หมู่บ้านขุนแม่สอง หมู่บ้านวาทู หมู่บ้านโป่ง จนถึงหมู่บ้านเสาหิน กว่า 10 หมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่สามารถย่นระยะเวลาเป็นอย่างมาก ถ้าหากเทียบกับการเดินทางเส้นทางเก่าเป็นเส้นที่มีการอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ที่ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง
แต่เส้นทางใหม่หรือเส้นทางที่เกิดข้อพิพาทใช้เวลาเพียง 30 นาที หรือครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาหิน อ.แม่สะเรียง และ ตำบลแม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย หลายหมู่บ้านก็อาศัยเส้นทางดังกล่าวในการสัญจรเป็นหลัก นอกจากพี่น้องประชาชนแล้ว ยังมีส่วนราชการภาครัฐต่าง ๆ เช่น หมอ ตำรวจ ทหาร คนเจ็บป่วย เด็กนักเรียน ก็ใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเส้นทางนี้มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชนอย่างมาก จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หน่วยงานภาครัฐจะเล็งเห็นความสำคัญในบริบทของพื้นที่ การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชายขอบ ให้สามารถเปิดใช้เส้นทางสัญจรนี้ได้อย่างปกติ ทั้งนี้ ชาวบ้านยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการบุกรุกถนน แต่ถนนเส้นนี้มีประโยชน์
ขณะที่ นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายก อบต.แม่สามแลบ ที่มีกระแสข่าวว่าจะไม่ให้ความร่วมมือเรื่องการแก้ไขปัญหาไฟป่า หากไม่ให้ราษฎรใช้ถนนเส้นดังกล่าวนั้น ได้ออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า อยากให้ช่วยกันเห็นใจ-เข้าใจชาวบ้านในพื้นที่ชายขอบ ไม่ได้ขู่หรือเอาเรื่องไฟป่ามาต่อรองเจรจาใด ๆ เพียงแต่ต้องการสะท้อนให้เกิดความเข้าใจในความต้องการ และความเดือดร้อน-ความยากลำบากของชาวบ้านในพื้นที่ที่ชุมชน ถูกประกาศทับด้วยเขตป่า และอยากให้สังคมเข้าใจว่า ถนนเส้นนี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา ทั้งเรื่องการเดินทาง การรักษาพยาบาลในส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน การศึกษา และการขนส่งผลผลิตต่าง ๆ รวมถึงส่วนงานราชการ สัญจร สะดวกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการสัญจร
เพียงอยากขอให้หน่วยงานภายใต้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพื่อหาแนวทางสร้างความร่วมมือมากกว่าก่อให้เกิดความขัดแย้งจนบานปลาย เพราะพวกเราอยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มายาวนาน มีความผูกพันกับป่า พวกเขาไม่ได้ต้องการทำลายป่า แต่ต้องการอยู่ร่วมกับป่า อย่างสมดุล พึ่งพาซึ่งกันและกัน คนอยู่ได้ ป่าและสัตว์ อยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นอยากเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ หน่วยงานท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับถนนเส้นนี้ และหาทางออกร่วมกัน มากว่าจะมาบังคับใช้กฎระเบียบหรือขั้นตอนของกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อชุมชนในเขตป่า ที่ผ่านมาชาวบ้านให้ความร่วมมือในการปกป้องดูผืนป่า ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติมาโดยตลอด แต่หากขอความเห็นใจจากเหตุผล ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ ต่อไปเขาก็ไม่อยากให้ความร่วมมือเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องไฟป่าที่ใกล้มาถึง ชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่ได้ช่วยกันให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่และแลกด้วยชีวิต บางพื้นที่เกิดเหตุชาวบ้านไปดับไฟจนเกิดถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตก็เกิดมาแล้ว นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับการดำเนินการผู้กระทำความผิดระเบียบ ขั้นตอน ของกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการไป แต่ต้องแยกแยะประเด็นกระทำผิดกฎหมาย กับ เรื่องความจำเป็นและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ว่าจะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งต้องมีทางออกที่ชัดเจน
ในส่วนความคืบหน้าทางคดี จากพยานหลักฐานทั้งหมด สภ.แม่ลาหลวง ดำเนินคดีกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเบื้องต้น กรณีการตัดถนนในพื้นที่ ขสป.แม่ยวมฝั่งขวา และ ขสป.สาละวิน จำนวน 2 ราย คือ นายกฤษฎา อุตมา อดีต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ก่อสร้าง แผ้วถาง อันเป็นการทำลายป่าฯ และมีไม้หวงห้ามฯ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (จากกรณีนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ในการกระทำความผิด)
และ นายสุพรรณ์ งามเลิศมนตรี พนักงานราชการ (คนงาน) คนสนิทนายกฤษฎา ดำเนินคดีในฐานความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายกฤษฎา เนื่องจากมีการดำเนินคดีในฐานความผิดเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เมื่อมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ จึงเข้า มาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติฯ ซึ่งอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน สภ.แม่ลาหลวง จึงมีความเห็นให้ส่งสำนวนคดีนี้ ให้กับ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อตามกฎหมายต่อไป.