‘พรรครักชาติ’ จี้รัฐบาลใหม่กู้ชีพ FDI ด่วน หลังสหรัฐลดภาษีแค่ ‘ภาพลวงตา’
มื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐ ปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็นร้อยละ 15 ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐ ระงับการใช้อำนาจขึ้นภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า มาตรการทางภาษีสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงถึงเศรษฐกิจไทย แม้ล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐ จะมีคำสั่งเบรกการใช้อำนาจขึ้นภาษีตามอำเภอใจ (Tariff) โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ แต่กติกาใหม่ที่เคาะกำแพงภาษีอัตราเดียวทั่วโลกที่ร้อยละ 15 กลับซ่อนยาพิษร้ายแรงเอาไว้ชนิดที่คนไทยและรัฐบาลห้ามกะพริบตา ดูแบบเผินๆ เราจะมีความรู้สึกว่าอันนี้คือข่าวดี คือการที่ภาษีเดิมเราเสีย ร้อยละ 19 ปรับตัวลดลงมาเหลือ ร้อยละ 15 คือพูดง่ายๆ ก็คือประหยัดภาษีเดิมไป ร้อยละ 4 แต่ถ้าเราติดตามดีๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในระยะกลาง คือ การที่ภาษีทั่วโลกเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น ร้อยละ 10 หรือ ร้อยละ 15 มันจะไม่มีความได้เปรียบ เสียเปรียบ
หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ กล่าวต่อว่า การที่สหรัฐใช้มาตรฐานภาษี เรตเดียวเท่ากันทั่วโลก (ไม่ว่าจะ ร้อยละ 10 หรือ ร้อยละ 15) สิ่งที่ตามมาคือความสูญเสียจุดยืนของประเทศไทยในทันที ที่ผ่านมา ท่ามกลางสมรภูมิเดือดของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ไทยสวมบทเป็นประเทศเป็นกลางชั้นดี ดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาเป็นกอบเป็นกำ นักลงทุนจีนที่หนีตายจากกำแพงภาษีก็ย้ายฐานการผลิตมาตั้งในไทยเพื่อส่งออกไปอเมริกา ในขณะเดียวกัน ทุนอเมริกันที่อยากขายของให้จีนก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งโรงงานในบ้านเรา เกิดการจ้างงานมหาศาล เม็ดเงินสะพัดเต็มระบบ
"การที่กำแพงภาษีเท่ากันทั่วโลก ข้อได้เปรียบเสีย เปรียบของประเทศเป็นกลางจะไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจเขาจะย้ายฐานการผลิตมาในประเทศเป็นกลาง จะมีจุดเด่นที่น้อยลง เพราะอย่าลืมประเทศไทยเรื่องของต้นทุน โดยเฉพาะในการทำอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง เราก็สู้ต่างประเทศไม่ได้ เราอาจจะมีจุดเด่นเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่ดี" หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ กล่าว
นายเอกพิทยา ระบุด้วยว่า ถือเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่ เป็นวิกฤติโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังก่อตัว ความท้าทายระดับชาติแบบนี้ รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศจะมัวแต่ทำงานแบบรูทีนไม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลาต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามภาคธุรกิจให้ชัดเจนว่าเราจะอุดรอยรั่วนี้อย่างไร จะเอาไม้ตายไหนไปดึงดูดนักลงทุนในวันที่ความได้เปรียบเดิมตายสนิท ระยะสั้นอาจจะยังพอยิ้มรับกับตัวเลขภาษีที่ลดลงร้อยละ 4 ได้ แต่ในระยะกลางและระยะยาว หากปราศจากวิสัยทัศน์หรือมาตรการตั้งรับที่เฉียบขาดและรวดเร็ว ระวังประเทศไทยจะตกขบวนรอบนี้แบบกู่ไม่กลับ
"สิ่งที่เกิดขึ้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่จะเข้ามาในชุดหน้าต้องมาจัดการว่าเราจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะความได้เปรียบเสียเปรียบในระยะกลางถึงระยะยาว เพราะฉะนั้นตอนนี้ในระยะกลางถึงยาว ถึงแม้ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาจะตัดสินว่า Tariff ก่อนหน้านี้มันไม่ได้ผลไม่มีสิทธิใช้ แต่การขึ้นตอนนี้ที่ร้อยละ 15 ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าในสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ส่งผลบวกมากนัก สำหรับประเทศไทยในระยะกลางถึงยาว ถึงแม้ระยะสั้นจะดูดีก็ตาม" นายเอกพิทยา กล่าว.