‘หมอวาโย’ ชี้ ‘มันจบแล้วครับ กกต.’ กางรัฐธรรมนูญสอนมวยปม ‘บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง’
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ "มันจบแล้วครับ กกต. …" โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ ปรากฏผู้คนมากมายพยายามตีความความหมายของคำว่า “ลับ” ตามรัฐธรรมนูญฯ อย่างหลากหลาย โดยประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า หลักของความลับในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นจะต้องลับทั้งในขณะลงคะแนนเสียงและหลังจากลงคะแนนเสียงตลอดไปหรือไม่ หรือหมายความแค่เพียงในขณะที่ลงคะแนนเสียงเท่านั้น
นพ.วาโย ระบุว่า การตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้น โดยหลักคือการพยายามตีความเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของผู้ร่างกฎหมายนั้น หากเป็นในกรณีกฎหมายที่เก่าแก่มาก ๆ การสืบค้นถึงพยานหลักฐานที่แสดงถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างนั้นย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่งจะถูกยกร่างและประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2560 นี้เอง ดังนั้น พยานหลักฐานที่บันทึกถึงเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงยังคงอยู่และหนักแน่นอย่างยิ่ง
ได้ปรากฏ "ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560" โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140 ถึง 141 ซึ่งได้อธิบายคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่ “บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
นพ.วาโย ระบุว่า ดังนั้น คำว่า “บุคคลอื่น” ย่อมหมายถึง บุคคลใด ๆ ซึ่งมิใช่ผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งสิ้น ดังนั้น กกต. เองย่อมเป็น “บุคคลอื่น” ตามนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน คำว่า “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ย่อมหมายถึง ความลับของการลงคะแนนเสียงนั้นจะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้น “ตลอดไป” และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะ “ตรวจสอบได้” เช่นนี้ การที่ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560