ศธ.ปรับประกาศใหม่ รับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่ม “พำนักในไทย” ให้สอดคล้องมติ ครม. ปี 2548 และหลักสากล
ศธ.ปรับประกาศใหม่ รับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่ม “พำนักในไทย” ให้สอดคล้องมติ ครม. ปี 2548 และหลักสากล
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ ปี พ.ศ. 2568 เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยปรับปรุงสาระสำคัญให้ชัดเจนและสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
ประกาศดังกล่าวลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เพื่อให้แนวทางปฏิบัติทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
? สาระสำคัญที่มีการปรับปรุง
ศธ.ได้ตัดข้อความเดิมที่ระบุถึงกรณีเด็กที่
มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ
เดินทางไป-กลับบริเวณชายแดน
หรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน
ออกจากแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เน้นชัดเจนว่า การจัดการศึกษาครอบคลุมเฉพาะเด็กที่ พำนักอยู่ในประเทศไทย ตามมติ ครม. ปี 2548
? ยืนยันสิทธิการศึกษา ตามกฎหมายไทยและพันธกรณีสากล
การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10
ซึ่งกำหนดให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1–ม.6)
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่กำหนดให้รัฐภาคีรับรองสิทธิเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษา โดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
? แนวทางปฏิบัติของสถานศึกษา
ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษามีหน้าที่
ประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสารส่งสำนักทะเบียนท้องถิ่น
เพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลักหากตรวจสอบแล้วเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย
➜ สถานศึกษาจะออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code)
เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัว
และติดตามผู้เรียนจนสำเร็จการศึกษา
⚖ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา
ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่า
เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ และรัฐมีหน้าที่จัดให้เช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล
? สรุป
ประกาศฉบับใหม่ของ ศธ. ไม่ได้ตัดสิทธิเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย
แต่เป็นการ “ปรับถ้อยคำให้ชัดเจน” ว่า การขยายโอกาสทางการศึกษาครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ พำนักอยู่ในไทย ตามมติ ครม. และกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สะท้อนแนวทางที่พยายามสร้างสมดุลระหว่าง
สิทธิทางการศึกษา
กับกรอบกฎหมายทะเบียนราษฎร
และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี