สแกนงบ 11 หุ้นธนาคารปี 2568 กำไรรวมกัน 2.65 แสนล้าน
สแกนงบ 11 หุ้นธนาคารปี 2568 กำไรรวมกัน 2.65 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.63% KBANK กำไรสูงสุด
ภาพรวมผลประกอบการประจำปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งหมด 11 แห่ง ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นปีที่กำไรเติบโตได้ดี แม้จะไม่ได้สูงระดับถึงสองหลัก แต่ก็เป็นการขยายตัวแบบมั่นคง และภาระการตั้งสำรองหนี้สูญโดยรวมลดลง สะท้อนถึงความมั่นคงและท่าทีที่ระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจธนาคารซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ในปี 2568 หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่ง กำไรสุทธิรวมกัน 265,396 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดสำรองหนี้สูญรวมอยู่ที่ 222,571 ล้านบาท ลดลง 5.29%
KBANK กำไรนำโด่ง
ธนาคารขนาดใหญ่ 5 อันดับแรกที่มีกำไรสูงสุด ซึ่งยังคงเป็นแกนหลักของกำไรในระบบธนาคารไทย ประกอบด้วย
1. KBANK กำไรปี 2568 จำนวน 49,565 ล้านบาท ลดลง 0.07% สำรองหนี้สูญ 40,312 ล้านบาท ลดลง 14.69%
2. KTB กำไรปี 2568 จำนวน 48,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49% สำรองหนี้สูญ 30,760 ล้านบาท ลดลง 0.99%
3. SCB กำไรปี 2568 จำนวน 47,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.06% สำรองหนี้สูญ 41,469 ล้านบาท ลดลง 2.64%
4. BBL กำไรปี 2568 จำนวน 46,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.76% สำรองหนี้สูญ 36,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.76%
5. BAY กำไรปี 2568 จำนวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.86% สำรองหนี้สูญ 43,790 ล้านบาท ลดลง 4.35%
ด้านธนาคารที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นั่นคือ LHFG ที่กำไรสุทธิ 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 40.94% เนื่องจากการรับรู้รายได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ตั้งสำรองหนี้ลดลง
ก่อนหน้านี้ บทวิเคราะห์ InnovestX ได้มองถึงแนวโน้มผลประกอบการหุ้นธนาคารในปี 2569 โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะชะลอตัวลง 6% ท่ามกลางสินเชื่อที่ทรงตัว รวมถึง NIM ที่ลดลง จากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 50 bps อีกทั้งน่าจะมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (opex) ที่เข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดว่าเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) จะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินกองทุนส่วนเกินจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อที่เติบโตช้าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เอื้ออำนวย ปัจจุบันอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารต่างๆ อยู่ที่ 17-20% ยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 14-15% อย่างมาก
ดังนั้น คาดว่าธนาคารจะสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีไว้ได้ที่ 6-8% เนื่องจากมีการบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ยังคงเลือก KTB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ และมี ROE ที่ดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนหุ้นธนาคาร ยังมีปัจจัยความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามการค้า ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สรุปมุมมองหุ้นกลุ่ม 'GULF-ADVANC-THCOM' ไฮไลท์ที่น่าสนใจ
- ควันหลงหุ้นไทยหลัง Santa Claus Rally ปังหรือแป้ก
- KSecurities : วิเคราะห์กลุ่มพลังงาน วัฏจักรน้ำมัน บทเรียนจากปี 2557-2558
ติดตามเราได้ที่