โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก ยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่ ‘Paxlovid’ จากไฟเซอร์ ประสิทธิผลสูงถึง 89%

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 พ.ย. 2564 เวลา 16.06 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 17.20 น. • The Bangkok Insight

"หมอเฉลิมชัย" เปิดข้อมูลยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่ "Paxlovid" จากค่ายไฟเซอร์ พบประสิทธิผลลดการป่วยหนักได้ถึง 89% เตรียมยื่น อย.สหรัฐ ขอใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเดือนพฤศจิกายนนี้

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความใน Blockdit ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย เผยข่าวดี ไฟเซอร์ ประกาศความสำเร็จของยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่ล่าสุด มีประสิทธิผลสูงถึง 89% โดยระบุว่า

ยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่

Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของวัคซีนป้องกันโควิดด้วยเทคโนโลยี mRNA

1. ได้เปิดเผยผลการศึกษายาต้านไวรัสตัวใหม่ชื่อว่า Paxlovid ( PZ-07321332) มีประสิทธิผลในการลดการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 89%

2. เป็นยาชนิดรับประทาน วันละ 2 ครั้ง จำนวน 5 วัน

3. จะยื่นขออนุมัติใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (EUA) ต่ออย.สหรัฐฯ (USFDA)ในเดือนพฤศจิกายนนี้

4. นโยบายการค้าของ Pfizer จะขายยาในราคาไม่เท่ากัน ประเทศรายได้น้อยและประเทศรายได้ปานกลางจะมีราคายาถูกกว่าประเทศร่ำรวย

5. บริษัทได้ลงทุนวิจัยพัฒนายาไปกว่า 33,000 ล้านบาท

6. คาดว่าจะผลิตยาได้ในปีนี้ 1.8 แสนคอร์ส คอร์สละ 30 เม็ด และปีหน้าจะผลิตได้ 50 ล้านคอร์ส

เปิดรายละเอียด ยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่

รายละเอียดของยาที่น่าสนใจ

1. Paxlovid เป็นยาต้านไวรัส(Antiviral drug) ที่ก่อโรคโควิดคือไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 โดยตรงเป็นตัวที่ 2 ของโลก

โดยยาตัวแรกคือ ยาของบริษัท Merck (Molnupiravir) ซึ่งขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ในชื่อว่า Lagevrio และรอการอนุมัติจาก อย.สหรัฐ อยู่

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ

2. กลไกการออกฤทธิ์ของยา เริ่มพัฒนามาจากยาเดิม ที่บริษัท Pfizer วิจัยขึ้น เพื่อรักษาโคโรนาไวรัสลำดับที่ 5 ที่ก่อให้เกิดโรค SARS และมีการระบาดในปี 2002 โดยเป็นยาฉีด

การพัฒนาครั้งนี้ นำมาใช้เพื่อต่อต้านไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 ซึ่งก่อโรคโควิด โดยเริ่มงานวิจัยมาตั้งแต่กรกฎาคม 2563

เป็นยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์ ที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนของไวรัส ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนก่อโรคไม่ได้ ซึ่งยากลุ่มนี้ ได้ผลดีในการต้านไวรัสก่อโรคโรคเอดส์หรือเอชไอวี(HIV)มาแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์มนุษย์
  • สารพันธุกรรมของไวรัสคือ RNA จะแยกตัวออกมาจากไวรัส โดยยังอยู่ในเซลล์มนุษย์
  • RNA จะทำการสร้างโปรตีน Polypeptide
  • เอนไซม์ Protease จะมาตัด Polypeptide ให้เป็นท่อนเล็กๆเพื่อประกอบกันเป็นไวรัสตัวใหม่รุ่นลูก เป็นการเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดโรค
  • ยาต้านไวรัส Paxlovid เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าว (Protease inhibitor) จึงทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

3. ผลการศึกษา เป็นการศึกษาในเฟส 2/3 ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ พบว่าได้ผลดีต่อไวรัสกลายพันธุ์ รวมทั้งสายพันธุ์เดลต้าด้วย

การให้ยารับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 เม็ด ร่วมกับยา Ritonavir ซึ่งจะออกฤทธิ์ชะลอการสลายตัวของยา Paxlovid ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น พบว่าถ้าให้ยาเร็วภายใน 3 วันแรกหลังติดเชื้อ ะมีประสิทธิผลสูงถึง 89%

โดยกลุ่มที่ได้รับยา 389 คน เข้าโรงพยาบาล 3 คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 385 คน เข้าโรงพยาบาล 27 คน และถ้าให้ยาภายใน 5 วันหลังจากติดเชื้อ ประสิทธิภาพลงมาเล็กน้อยเป็น 85%

กลุ่มที่ได้รับยาต้องเข้าโรงพยาบาล 6 คนจาก 607 คน และกลุ่มที่ไม่ได้รับยาเข้าโรงพยาบาล 41 คนจาก 612 คน

ทั้งนี้กลุ่มที่ได้รับยา ไม่มีผู้เสียชีวิตส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยาเสียชีวิตไป 10 คน

ยาต้านไวรัสโควิดตัวใหม่

ยาที่ใช้รักษาโควิดในปัจจุบัน เริ่มต้นมาจากยาที่รักษาไวรัสสายพันธุ์ใกล้เคียงกับโคโรนาลำดับที่ 7 ที่ก่อโรคโควิด

1. ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยาชนิดรับประทาน

2. เรมเดสซิเวียร์ (Remdesivir) เป็นยาฉีด ของบริษัท Gilead Science Inc.

3. Monoclonal Antibody ของบริษัท Regeneron Phamaceutical Inc. และ Eli Lilly

4. สเตียรอยด์กลุ่มเด็กซ่าเมธาโซน(Dexamethasone)

5. ฟ้าทะลายโจร

ส่วนยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อโคโรนาไวรัสสำหรับที่ 7 ที่ก่อโรคโควิดตัวแรกคือ Molnupiravir ของบริษัท Merck ซึ่งได้ประกาศนโยบายสำคัญเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลกคือ จะไม่คิดค่าสิทธิบัตรยาที่ขายในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางและยากจนครึ่งโลก 105 ประเทศ ทำให้ลดราคายาจากเม็ดละ 580 บาท เหลือ 6.60 บาท

ส่วนในครั้งนี้ บริษัท Pfizer ประกาศว่าจะขายยาในกลุ่มประเทศรายได้น้อย ต่ำกว่าในประเทศร่ำรวย แต่ยังไม่ประกาศตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะถูกกว่ากันมากน้อยเพียงใด

คงจะต้องติดตามความคืบหน้าของยาต่อต้านไวรัสของบริษัท Pfizer ว่าจะได้รับการอนุมัติจากอย.สหรัฐฯเมื่อใด และที่สำคัญคือจะมีราคาสูงต่ำมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับยาของบริษัท Merck

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...