โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

THE STATES TIMES

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 07.30 น. • Hard News Team

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด

ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...