โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟันรอบสอง! ศาลสั่งคุก “เสี่ยวิชัย” 860 ปี ผิดฟอกเงินแบงก์ดัง ชดใช้ 8.9 พันลบ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 19 ส.ค. 2565 เวลา 10.13 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร (KMC) และนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชาย รวมทั้งพวกรวม 6 คน ในความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2547 มาตรา 4, 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

โดยอัยการระบุว่า ในระหว่างวันที่ 11 ก.ย.46 ถึงเดือน ธ.ค.47 จำเลยทั้ง 6 กับพวกอีกหลายคนได้บังอาจสมคบกันฟอกเงินโดยนำเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยมิชอบที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 10,400 ล้านบาท ที่ปล่อยให้กับ บมจ.กฤษดามหานคร และบริษัทในเครือ โดยจำเลยที่ 1,2 และ 3 นำบริษัทนิติบุคคล 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด บริษัท โบนัส บอร์น จำกัด และ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด มาใช้ในการโอนและรับเงิน แต่ไม่ได้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์การกู้เงิน แต่กลับนำเงินที่ไปใช้ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และซื้อที่ดิน

นอกจากนี้จำเลยทั้ง 6 กับพวกยังได้ใช้บริษัทแกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และบริษัทแกรนด์ แซทเทิลไลท์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด มาทำการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปยังพรรคพวก ด้วยการนำไปชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นแปลงสภาพ บมจ.กฤษดามหานคร

สำหรับการกระทำของจำเลยทั้ง 6 กับพวกเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อนขณะหรือหลังการกระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐานหรือกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพราง ลักษณะที่แท้จริง การได้มาแหล่งที่ตั้งการจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน

ทั้งนี้ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยนายวิชัย จำเลยที่ 1 กระทำความผิด 133 กรรม รวมจำคุกทั้งสิ้น 860 ปี, จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 28 กรรม รวมจำคุก 118 ปี, จำเลยที่ 3 กระทำความผิด 52 กรรม รวมจำคุก 416 ปี, จำเลยที่ 4 กระทำความผิด 5 กรรม รวมจำคุก 38 ปี, จำเลยที่ 5 กระทำความผิด 25 กรรม รวมจำคุก 235 ปี, จำเลยที่ 6 กระทำความผิด 39 กรรม รวมจำคุก 262 ปี

อย่างไรก็ตามความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และนับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยที่ 25 ที่ 26 และที่ 24 ในคดีหมายเลขดำที่ อม.3/2555 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.55/2558 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีคำพิพากษาโทษจำคุกไว้คนละ 12 ปี

และ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดชอบชำระเงินแทนการริบทรัพย์สินเป็นเงิน 8,868,732,100 บาท, จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงดังกล่าวเป็นเงิน 372,915,500 บาท, จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในวงเงิน 5,805,488 บาท, จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในวงเงิน 2,713,195,805 บาท, จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในวงเงิน 548,987,420 บาท

ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 5-6 ร่วมกันรับผิดในวงเงินดังกล่าวอีก 973,528,030 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-4 ร่วมกันรับผิดในวงเงินดังกล่าวอีกเป็นเงิน 97,509,670 บาท

โดยให้จำเลยทั้ง 6 ชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่พิพากษา หากไม่ชำระเงินภายในระยะเวลาดังกล่าว ต้องรับผิดชอบชำระดอกเบี้ยอัตรา 5% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินของจำเลยทั้ง 6 ไม่เกินจำนวนเงินที่แต่ละคนยังค้างชำระ แต่ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่ พ.ร.ฎ.ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่ม 2% ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตรา 7.5% ต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...