นักวิชาการยื่นจม.เปิดผนึกถึง นายกสภา-กก.สภาจุฬาฯ เหตุรายงานเท็จ ผลสอบข้อเท็จจริงวิทยานิพนธ์ ป.เอก
วันที่ 23 สิงหาคม 2565 รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะทำการยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายกสภาและกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 25 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 ที่ตึกจามจุรี 4 ชั้น 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานสภาจุฬาฯ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ พร้อมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่มีส่วนกระทำต่อผู้เสียหายอย่างรศ.ดร.กุลลดา โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปิดเผยว่า รายงานการสืบสวนที่ถูกเผยแพร่นั้นมีการใช้ข้อมูลเท็จและกระบวนการสืบสวนไม่โปร่งใสต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้เนื้อหาจดหมายมีดังนี้
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกสภาฯและกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้าพเจ้า รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จะยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายกสภาฯและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2565 อันมีสาระสำคัญดังนี้
ความเป็นมา
1) ในเดือนพฤษภาคม 2561 ไชยันต์ ไชยพร ร้องเรียนในประเด็นต่างๆจนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการพิจารณาทบทวน โดยมี ไชยวัฒน์ ค้ำชู เป็นประธาน ซึ่งผลการพิจารณาพบว่ามีข้อผิดพลาด 1 จุด จาก 31 จุด ซึ่งประธานฯ ได้สรุปผลว่า
“ข้าพเจ้าใคร่จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อกรรมการฯ ได้เรียกนายณัฐพลมารับทราบข้อร้องเรียนของศ.ดร.ไชยยันต์ นายณัฐพลได้รีบทำการตรวจสอบและยอมรับความผิดพลาดในหน้า 105 โดยไม่ได้โต้แย้งและพยายามหาทางแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจมากกว่าจะเป็นความตั้งใจบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
อนึ่งประเด็นว่าด้วยการพยายามแข่งขันและช่วงชิงอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะราษฎร และการพยายามฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ 2475 มิใช่ข้อถกเถียงหลักของวิทยาพลของนายณัฐพล และมิใช่ประเด็นใหม่ในวงการวิชาการไทยศึกษาแต่ประการใด”
2) แต่กลับยังมีความพยายามฟื้นฝอยอย่างต่อเนื่องและนำไปคดีความที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 50ล้านบาท ต่อ นายณัฐพล ใจจริง กับพวกซึ่งรวมถึงข้าพเจ้าด้วย ซึ่งขณะนี้อยุ่ในกระบวนการของศาลแพ่ง
3) หลังจากนั้นได้มีทั้งบุคคลภายนอกและสำนักข่าวบางแห่งเผยแพร่ผลการสอบสวนซึ่งยังปิด”ลับ”อยู่ (โดยแม้แต่ข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการดังกล่าว ก็ยังไม่ได้รับแจ้งผลการสอบสวนเลย) ซึ่งสิ่งที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านั้นก็ตรงกันกับ”การรายงานผลสรุปฯ” ต่อสภามหาวิทยาลัยฯอันเกิดขึ้นตามมาภายหลังดังข้อสังเกตที่กรรมการสภาฯท่านหนึ่งได้ทำการทักท้วงและเปิดเผยต่อสาธารณะไปแล้ว
ข้อเรียกร้อง
ข้าพเจ้าในฐานะผู้เสียหายหากมีการใช้ข้อมูลเท็จรายงานต่อสภามหาวิทยาลัยฯและกำลังถูกฟ้องร้องคดีแพ่งจาก ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้
1.ให้สภาจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัยให้เกียรติและยึดมั่นต่อผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดที่มี ศ.ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู เป็นประธานและได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะข้อเรียกร้องต่างๆที่ตามมาภายหลังล้วนมีสาระสำคัญไม่ต่างไปจากข้อเรียกร้องที่คณะกรรมการชุดแรกได้พิจารณาครบถ้วนแล้ว
2.ให้สภาจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัยไม่ยอมรับการรายงานผลที่ ศ.ดร. ปาริชาติ สถาปิตานนท์ กรรมการและเลขานุการ ได้นำเสนอ เพราะส่อว่าอาจเป็นรายงานเท็จ ดังที่ รศ.ดร. เขมรัฐ โอสถาพันธุ์ กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นความผิดปกติในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง และการรายงานผลอาจจะแย้งกับผลการสอบสวนจริง
3.ให้สภาจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัยตรวจสอบความถูกต้องของการสอบสวนและการรายงานผลดังกล่าว ที่ ศ.ดร. ปาริชาติ นำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย
ทั้งนี้หากเป็นการรายงานเท็จไม่ตรงกับผลการสอบสวนดังที่ รศ.ดร. เขมรัฐ ได้เปิดเผยแล้ว สภามหาวิทยาลัยฯจะต้องดำเนินการสอบสวนต่อผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถึงที่สุด
รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำหรับจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จากกรณีสืบเนื่องใน การสืบสวนข้อเท็จจริง วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของณัฐพล ใจจริง นักวิชาการประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ในงานที่ชื่อ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2491-2500) ที่ได้กลายเป็นหนังสือที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดอย่าง “ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี” นั้นได้ถูก รศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวหาว่ามีข้อผิดพลาดในเนื้อหารวมถึงการใช้หลักฐานอ้างอิงไม่ถูกต้อง จนนำไปสู่การสืบสวนข้อเท็จจริง แต่แล้วกลับมีการเผยแพร่ผลการสืบสวนออกสู่สื่อฝ่ายขวาบางสำนักโดยที่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างณัฐพล รวมถึงผู้ให้ถ้อยคำอย่างรศ.ดร.กุลลดา ยังไม่ได้รับทราบผล
อย่างไรก็ตาม ได้มีจดหมายถึงเปิดผนึกจาก รศ.ดร.เขมรัฐ โอสถาพันธุ์ กรรมการสภาจุฬาฯ ระบุกระบวนการสืบสวนนั้นมีการใช้ข้อมูลเท็จเข้าไปในรายงานและยังละเมิดผู้ถูกกล่าวหาโดยมีการแทรกข้อกล่าวหาเพิ่มเข้าไปโดยไม่เปิดโอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง
จากนั้น ณัฐพลได้ออกมาจดหมายเปิดผนึกชี้แจงถึงกระบวนการอันไม่ปกติทั้งหมดที่ต้องเผชิญ พร้อมยืนยันหลักฐานอ้างอิงอย่างหนังสือพิมพ์เอกราชที่เป็นเชิงอรรถวิทยานิพนธ์นั้นมีอยู่จริง
กรณีการสืบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในสังคมนักวิชาการไทยรวมถึงผู้สนใจเรื่องราวของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ ถึงความยึดมั่นบนหลักการและเสรีภาพทางวิชาการ ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบสวนและรวมถึงนายกสภาและกรรมการสภา ว่ากำลังมีส่วนต่อการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการในการแสวงหาข้อเท็จจริงให้กับสังคมไทยหรือไม่