โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ พงษ์ชัย อมตานนท์ แม่ทัพเต่าบิน ปูพรมคาเฟ่อัตโนมัติทั่วประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 เม.ย. 2565 เวลา 02.08 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2565 เวลา 02.30 น.
พงษ์ชัย อมตานนท์

สัมภาษณ์

“เต่าบิน” ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ หรือที่เรียกตนเองว่า เป็น “คาเฟ่อัตโนมัติ” ที่เริ่มกระจายออกไปตั้งตามชุมชน จุดกระแสต่อแถวซื้อจนกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ ด้วยความพิเศษที่สามารถชงเครื่องดื่มได้มากถึง 170 เมนู ทั้งเครื่องดื่มร้อน-เย็น และเมนูปั่นต่าง ๆ

ทั้งหมดเป็นผลงานการผลิตและออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของคนไทย 100% ในนาม “ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น” ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจ้าของตู้เติมเงินมือถือ “บุญเติม” ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “พงษ์ชัย อมตานนท์” ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น ถึงที่มาที่ไปในการขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม และเป้าหมายในอนาคต

แม่ทัพ “ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น” บอกว่า ธุรกิจหลักของบริษัทคือ การผลิตชิ้นส่วน แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนในเครื่องปรับอากาศบ้าน ผลิตหุ่นยนต์ เพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจคือ การวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคม และอิเล็กทรอนิกส์

“ธุรกิจเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เรียกได้ว่าเปลี่ยนทุกวัน จึงต้องวิจัย พัฒนา และอัพเกรดเครื่องจักรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเสมอ ๆ ต่างจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เปลี่ยนแปลงช้า โดยส่วนตัวจึงอยากขยับขยายธุรกิจมายังธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม เพราะมองว่าไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็น 5G หรือ 100G คนก็ยังต้องกิน”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นมาตั้งต้นออกแบบ และพัฒนาตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติ “เต่าบิน”

จากตู้ขายเครื่องดื่มสู่คาเฟ่อัตโนมัติ

หากย้อนกลับไปที่ความตั้งใจในการเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม ก่อนจะเป็นตู้ “เต่าบิน” เขาเริ่มพัฒนาตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติในชื่อ “บุญเติม” ก่อน (ชื่อเดียวกับตู้เติมเงินมือถือ) ติดตั้งไปได้ประมาณ 2,000 ตู้ ซึ่งเขาบอกว่าในแง่ธุรกิจถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่ได้ประสบการณ์ในการบริหารจัดการสินค้า

“เราไม่ได้ผลิตเครื่องดื่มเอง ต้องซื้อจากผู้ผลิตอีกที ทำให้ได้กำไรน้อยมาก เช่น กระป๋องละ 2 บาท ทั้งค่าโลจิสติส์ไปเติมสินค้าแต่ละครั้งคิดเป็นประมาณ 10% ของยอดขาย ซึ่งถือว่าสูงมาก ทำอยู่ 2 ปี ขาดทุนไปร้อยกว่าล้าน”

แต่ไม่ได้ทำให้เขาละความพยายามที่จะเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม จึงเริ่มไปหาตู้ชงกาแฟจากจีน เข้ามาทดลอง แต่ก็ยังพบปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านเทคนิค และการตลาด จึงตัดสินใจคิดค้น และพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งไม่ใช่แค่การผลิตตู้ชงเครื่องดื่มอัตโนมัติธรรมดา ๆ แต่ต้องการเป็น “คาเฟ่อัตโนมัติ” ที่เคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ (ขนาดมาตรฐานจึงอยู่ที่ 1 คูณ 1 ตารางเมตร)

“เรารู้แล้วปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง ในแง่เทคนิคคือ ระบบการชง มีหลายอย่าง ทั้งเรื่องความชื้น การทำน้ำแข็ง หรือแม้แต่น้ำที่เข้ามาในตู้ก็เกี่ยว ต้องค่อย ๆ พัฒนา แก้ไขไปทีละจุด ถ้าสามารถควบคุมคุณภาพได้จะทำให้อร่อยไม่ยาก ซึ่งจะทำได้ต้องมีตราชั่งคอยชั่ง ตวง วัด วัตถุดิบต่าง ๆ”

“พงษ์ชัย” ยกตัวอย่างว่า สมมุติ กาแฟลงไปครั้งแรก 12 กรัม ครั้งที่ 2 มา 15 กรัม ก็ไม่เหมือนกันแล้ว เพราะความอ่อนแก่ของกาแฟแต่ละถ้วยไม่เท่ากัน นั่นคือเหตุผลที่ต้องใส่เครื่องชั่งลงไปในตู้ด้วย ทำให้วัตถุดิบต่าง ๆ บวกลบแล้วจะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.5 กรัม ทำให้ทุกส่วนผสม ทั้งกาแฟ นม น้ำแข็ง ได้สัดส่วนมาตรฐาน และสาเหตุที่สามารถปรุงเมนูได้นับร้อยเมนู มาจากการผสมส่วนผสมต่าง ๆ ไขว้กันไปมา เช่น ผงเครื่องดื่ม 10 ชนิด และหัวเชื้อเครื่องดื่มอีก 10 ชนิด ซึ่ง “เต่าบิน” มีให้เลือกถึง 170 เมนู

ปัญหาในเชิงธุรกิจได้เรียนรู้มาจากการทำตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ คือการบริหารต้นทุนด้าน “โลจิสติกส์” โดยการผลิตเครื่องดื่มกับรอบในการเติมวัตถุดิบต้องสัมพันธ์กัน เช่น ในอดีต ขายได้ 3,000 บาท ต้องไปเติมเครื่องดื่ม 1 ครั้ง เสียค่าขนส่ง 300 บาท หรือเกือบ 10% ถือว่าไม่คุ้ม จึงออกแบบให้ “เต่าบิน” ชงเครื่องดื่มได้ 6,000-7,000 บาทต่อการเติม 1 ครั้ง

“เราต้องดีไซน์ใหม่หมด และถือเป็นโจทย์ที่ให้ทีมงานไปตั้งแต่วันแรก แม้โปรเจ็กต์เต่าบินจะต้องใช้เวลาพัฒนา 2 ปี แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะล้มเลิกโปรเจ็กต์นี้ เพราะมั่นใจว่าเราทำได้ แต่มีบางอย่างที่ทำยากต้องใช้เวลามาก เช่น ระบบโซดา ผมต้องนั่งปรับแก้เองอยู่เกือบ 2 เดือน”

“เต่าบิน” ติดปีกฟอร์ทสู่ธุรกิจอื่น

“พงษ์ชัย” กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีตู้เต่าบินอยู่ 1,000 ตู้ และคาดว่าในสิ้นปีจะติดตั้งได้ 2,000-3,000 ตู้ โดยกำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 600 ตู้ต่อเดือน ทั้งยังมีแผนขยายตลาดไปต่างประเทศด้วย โดยเริ่มมีตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว

เช่น สิงคโปร์ บรูไน และอังกฤษ เป็นต้น อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด แต่โมเดลที่จะใช้ขยายในต่างประเทศจะแตกต่างจากในประเทศไทย คือเป็นการขายขาดตู้ แต่แบ่งสัดส่วนรายได้จากยอดขาย เนื่องจากบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์กลางขึ้นมาสำหรับบริหารจัดการ จึงมองเห็นยอดขายแบบเรียลไทม์ของแต่ละตู้ได้

โดยตั้งเป้าหมายว่าในอีก 3-5 ปีจากนี้จะติดตั้งให้ได้ 20,000 ตู้ และมียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านแก้วต่อวัน

เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น “เต่าบิน” จะเป็นสปริงบอร์ดที่จะต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากธุรกิจเทคโนโลยีได้อีกมาก เช่น การผลิตแก้ว ผลิตกาแฟ ตั้งโรงคั่วกาแฟ หรือการทำเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ของตนเอง

ปัจจุบันได้ทดลองขายเครื่องดื่มชูกำลังใน “ตู้เต่าบิน” แล้ว และในอนาคตหากมีเครื่องดื่มใหม่ ๆ ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ บริษัทก็จะสามารถผลิต และนำมาจำหน่ายผ่านตู้เต่าบิน

ผุดตู้ชาร์จไฟฟ้า

สำหรับโมเดลธุรกิจของ “ตู้เต่าบิน” จะเหมือนกับ “ตู้บุญเติม” คืออยู่ในรูปแบบการตั้งเครือข่าย “ตัวแทนบริการ” ทำหน้าที่ดูแลตู้ ตั้งแต่การหาโลเกชั่นว่าจะตั้งในพื้นที่ไหน และการบำรุงรักษา ขณะที่บริษัทยังเป็นเจ้าของตู้ ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด

“พงษ์ชัย” บอกว่า การใช้โมเดลธุรกิจแบบ “ตัวแทนบริการ” ก็เพราะมองว่าถ้าขายขาดตู้ออกไปจะเป็นภาระของผู้ลงทุน ทำให้การขยายจุดบริการทำได้ช้า เช่น กรณีตู้บุญเติม ต้องลงทุน 25,000-30,000 บาทต่อตู้ ถ้าต้องการวางให้ได้ทีเดียวจำนวนมาก ต้องใช้เงินลงทุนเยอะมาก

“ถ้าเขาซื้อตู้ 1 ล้านบาท กว่าจะได้กำไรมาซื้อตู้ใหม่ก็ต้องใช้เวลา สิ่งที่เราทำลงทุนเอง โดยให้ตู้ไปฟรีแล้วแบ่งรายได้กับตัวแทน ทำให้จำนวนตู้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันตู้บุญเติมมี 120,000-130,000 ตู้ทั่วประเทศแล้ว”

กรณีตู้เต่าบินก็เช่นกัน ถ้าจะติดตั้งให้ได้ 2 หมื่นตู้ตามเป้า จะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 6 พันล้าน การขยายธุรกิจในรูปแบบตัวแทนบริการ จึงคล่องตัวกว่า

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ทีมวิจัยและพัฒนาของเราเก่งขึ้นมาก ทีมใหญ่ขึ้น ตอนนี้ ตู้บุญเติม ไม่ได้เป็นแค่ตู้เติมเงินมือถือเท่านั้น แต่กลายเป็นแบงก์เอเย่นต์ที่รับโอนเงิน ถอนเงิน เหมือนตู้เอทีเอ็ม และอีกธุรกิจที่กำลังจะขยายไปคือ ตู้ชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากศักยภาพที่มีทั้งทีมวิจัย โรงงานผลิต และตัวแทนจำหน่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเริ่มต้นได้เร็ว ๆ นี้

“เต่าบิน” และอีกสารพัดตู้ที่จะตามมาก็จะใช้โมเดลธุรกิจนี้เช่นกัน

“พงษ์ชัย” เล่าต่อว่า บริษัทพัฒนาตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดตัว เพราะจำนวนรถไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีน้อย แต่เชื่อว่าในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการใช้งานแพร่หลายขึ้น

“เมื่อรถไฟฟ้ามีจำนวนมากขึ้น ตู้ชาร์จก็จะจำเป็น ผมมองว่าทุกบริษัทจะต้องติดตั้งตู้ชาร์จไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงาน ดังนั้นตู้ชาร์จที่เราทำออกมา เป้าหมายที่จะไปติดตั้งคือตามบริษัทต่าง ๆ โดยโมเดลธุรกิจก็จะเหมือนบุญเติม และเต่าบิน แต่พื้นที่เป้าหมายคือตามบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้เขาเป็นคนดูแล บริหารจัดการ แบ่งรายได้กับตัวแทน ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ”

สำหรับผลประกอบการในปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 8,813 ล้านบาท โตขึ้น 24% จากปี 2563 มีกำไรสุทธิ 722 ล้านบาท สัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจอีเอ็มเอส 30% ธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์โซลูชั่น 34% และสมาร์ทเซอร์วิส 33%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...