โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พานรัฐธรรมนูญ : การช่วงชิงอำนาจหลังปฏิวัติบนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 05.25 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 04.01 น.

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี 2475 คณะราษฎรพยายามเผยแพร่แนวคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ปรากฏผ่าน “พานรัฐธรรมนูญ” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบอบใหม่” ให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป โดยในช่วงสัปดาห์แรกหลังการปฏิวัติ คณะราษฎรส่งตัวแทนไปเยือนสถานศึกษาระดับสูงในพระนคร เพื่อแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นไม่นานก็ส่งตัวแทนลงพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

แต่ทำได้เพียงไม่กี่เดือน ทุกอย่างค่อย ๆ เงียบหายไป แม้แต่หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปี 2475 แล้วนั้น รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็ไม่ได้เผยแพร่แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ล่วงเข้าถึงสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา รัฐบาลกลับมาให้ความสนใจการเผยแพร่รัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้ผลักดันคือ หลวงวิจิตรวาทการ

หลวงวิจิตรวาทการต้องการให้รัฐบาลดำเนินนโยบายปกป้องรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การตั้ง “คณะกรรมาธิการพิจารณาหาทางว่าทำอย่างไรจึงจะให้รัฐธรรมนูญมั่นคงอยู่ได้” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปี 2476 มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ มีแผนการที่จะเผยแพร่แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงการส่งหน่วยโฆษณาการลงพื้นที่ทุกตำบล เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องนี้

ทว่าในวันที่ 11 ตุลาคม ขณะที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมกำลังอธิบายแผนการต่อคณะรัฐมนตรีอยู่นั้น ก็ได้ทราบข่าวด่วนว่า “คณะกู้บ้านเมือง” หรือ “กบฏบวรเดช” ได้ยกกำลังทหารเข้าประชิดพระนคร การประชุมคณะรัฐมนตรีจึงยุติลงทันที

เหตุการณ์กบฏบวรเดชทำให้รัฐบาลตระหนักถึงการสร้างสำนึกต่อรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน แต่จะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ คงไม่สำเร็จผลเท่าใดนัก รัฐบาลจึงได้พยายามนำเสนอรัฐธรรมนูญผ่านความ “ศักดิ์สิทธิ์” ให้เป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่างที่ปกปักษ์รักษาบ้านเมืองประเทศชาติด้วยพลังกึ่งเหนือธรรมชาติ กล่อมเกลาให้สังคมมองรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเคารพบูชา เกษียร เตชะพีระ อธิบายว่า คณะราษฎรฉายภาพให้รัฐธรรมนูญมี “รูปร่างเห็นชัดจับต้องได้” และมีสถานะไม่แตกต่างจาก “ของขลัง”

ในเดือนธันวาคมปีนั้นเอง รัฐบาลจึงได้ก่อตั้ง “สมาคมคณะรัฐธรรมนูญ” มีจุดประสงค์ 4 ประการ คือ หนึ่ง สนับสนุนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม, สอง ปลูกความสามัคคีในระหว่างชนชาวสยามด้วยกัน, สาม ช่วยรัฐบาลและประชาชนในอันจะยังความเจริญให้บังเกิดแก่ชาติและราษฎรทั่วไปตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญ และสี่ อมรบสมาชิกให้มีคุณลักษณะที่สามารถทำประโยชน์แก่ชาติยิ่งขึ้น

ในประกาศของสมาคมคณะรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งได้สะท้อนการตื่นตัวการเผยแพร่รัฐธรรมนูญของรัฐบาล อันเนื่องมาจากกบฏบวรเดช ความว่า “ครั้นมาเมื่อภายหลังที่เหตุการณ์กบฏได้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็ยิ่งมีความรู้สึกอันแรงกล้า ว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งสำหรับผูกพันความสามัคคีกลมเกลียวกัน เพื่อรักษารัฐธรรมนูญให้ยืนยงมั่นคงอยู่ตลอดการ…”

พระยาพหลพลพยุหเสนาเองก็มีแนวคิดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ดังที่เคยกล่าวว่า“จะรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม โดยจะต้องช่วยกันรักษาให้มีความศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ คือต้องพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ใช่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ…”

สมาคมคณะรัฐธรรมนูญประกอบด้วยองค์กรใหญ่สององค์กรคือ “ชุมนุมใหญ่” และ “คณะกรรมการกลาง” โดยชุมนุมใหญ่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้สถาปนาสมาคม ตลอดจนบุคคลที่มีส่วนในการโค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และปราบกบฏบวรเดช ซึ่งชุมนุมใหญ่จะแต่งตั้งคณะกรรมการกลางให้มาบริหารสมาคมตามนโยบายที่ให้ไว้

แม้สมาคมคณะรัฐธรรมนูญจะจดทะเบียนเป็นเอกชน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติสมาคมนี้มีภาครัฐคอยให้การส่งเสริมอย่างขะมักเขม้น สมาชิกประกอบไปด้วยนักการเมือง ผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี ทหาร ข้าราชการ อัยการ ผู้พิพากษา พ่อค้าคหบดี ประชาชน ฯลฯ ทำให้สมาคมเติบโตไปอย่างก้าวกระโดดและครอบคลุมทั่วประเทศในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ปลายเดือนมกราคม ปี 2477 ระหว่างที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศอยู่นั้น จำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน มีจดหมายถึงคณะรัฐมนตรี เสนอให้รัฐบาลควรให้ผู้แทนราษฎรแต่ละคน “อัญเชิญ” รัฐธรรมนูญไปสู่จังหวัดของตนมื่อหมดสมัยประชุมสภาฯ ในจดหมายตอนหนึ่งเขียนว่า

“ครั้งรัฐบาลเก่า เมื่อมีกระแสพระบรมราชโองการแลสารตราเจ้าพระยาจักรีมีไปถึงเจ้านายประเทศราชก็ยังทำพิธีแห่แหนมีตำรวจนำกระทำความเคารพ มาเทียบกับสมัยนี้ไม่มีอะไรจะมีเกียรติสูงไปยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลจะให้เคารพรัฐธรรมนูญ…จะกรุณาโปรดสั่งข้าหลวงประจำจังหวัด ปกป่าวแก่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ราษฎรผู้แทนตำบล ตั้งกระบวนรับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจของชาติ…เป็นนโยบายจูงใจราษฎรให้มีความเคารพแลรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญมีประโยชน์ แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แลราษฎรอย่างไร”

กลางเดือนเมษาปีเดียวกันนั้น จำรัส มหาวงศ์นันทน์ มีจดหมายถึงคณะรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่ง เรียนขอ “รัฐธรรมนูญจำลอง” เป็นสมุดข่อย อัญเชิญไปยังศาลากลางจังหวัดเพื่อให้ประชาชนใช้ยึดเหนี่ยวเป็นหลักที่พึ่ง และยังเป็นการเผยแพร่รัฐธรรมนูญด้วยอีกประการหนึ่ง ซึ่งทำให้รัฐบาลคล้อยตามและสนใจแนวคิดของจำรัส มหาวงศ์นันทน์

คณะราษฎรมีแนวคิดและความพยายามที่จะนำรัฐธรรมนูญขึ้นมาแทนที่สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหม่ ยากที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่าย เนื่องจากมีความเป็นนามธรรม จึงพยายามทำให้สิ่งนี้เป็นรูปธรรม ด้วยการทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง”

ดังนั้น รัฐบาลเห็นสมควรให้สร้างรัฐธรรมนูญจำลองขึ้น 70 ชุด นำไป “ประดิษฐาน” ไว้ทุกจังหวัด โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องนี้ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ และอธิบดีกรมศิลปากร จากนั้นได้ประสานงานกับหลวงประดิษฐมนูธรรมในเรื่องการออกแบบ สรุปว่าให้ช่างฝีมือของกรมศิลปากรทำสมุดไทยลงรักปิดทองเป็นสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ วางบนพาน 2 ชั้น เป็น “พานรัฐธรรมนูญ” สะท้อนแนวคิดให้เป็น “ของบูชา”

การจัดสร้างพานรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม ปี 2477 โดย 69 ชุด จะส่งไปประดิษฐานตามแต่ละจังหวัด อีก 1 ชุด สำหรับที่ทำการใหญ่ของสมาคมคณะรัฐธรรมนูญที่พระราชอุทยานสราญรมย์

โดยสรุปแล้ว ผู้ต้นคิดเรื่องสร้างพานรัฐธรรมนูญก็คือ จำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ส่วนการออกแบบสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญให้เป็นพานรัฐธรรมนูญก็มีที่มาจากกรมศิลปากร โดยการปรึกษาหารือเรื่องการออกแบบระหว่างหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร กับหลวงประดิษฐมนูธรรม

พานซ้อนกันสองชั้นในลักษณะนี้เรียกอีกอย่างว่า “พานแว่นฟ้า” ซึ่งการใช้พานแว่นฟ้านี้สะท้อนถึงการบูชาของสูง เพราะใช้รองรับสิ่งของที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือสถาบันพุทธศาสนา เช่น ใช้รองรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระบรมสารีริกธาตุ หรือผ้าไตร แม้แต่ในพระราชลัญจกรรัชกาลที่ 4 ที่ริมขอบทั้ง 2 ข้างก็มีพานแว่นฟ้ารองรับพระแว่นสุริยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่ง และรองรับสมุดตําราข้างหนึ่ง

เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ อธิบายว่า การนำพานแว่นฟ้าซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้กับสถาบันทางการเมืองโดยคณะราษฎรนั้น เป็นความพยายามที่จะสถาปนาให้เรื่องประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อพิจารณารูปทรงทางกายภาพแล้ว พานรัฐธรรมนูญจึงไม่มีความแตกต่างอันใดกับพานแว่นฟ้าที่ใช้กับสถาบันพระมหากษัตริย์เลย

เหตุที่ต้องเป็นพานรัฐธรรมนูญนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ว่า“หากรัฐธรรมนูญเป็นของพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ตัวแทนของประชาชนก็พึงรับเอารัฐธรรมนูญนั้นจากพระหัตถ์เพื่อน้อมใส่เกล้า เป็นการรับของจากพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยรับพระราชทานปริญญาบัตร ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีพานแว่นฟ้ารองรับอีกทอดหนึ่ง

ในทางตรงกันข้าม เป็นเพราะตัวแทนของประชาชนจะทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่างหาก จึงต้องทอดรัฐธรรมนูญนั้นลงบนพานแว่นฟ้า เพื่อจะได้นำทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระปรมาภิไธยด้วยความเคารพในองค์พระมหากษัตริย์ตามธรรมเนียมไทย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่อยู่บนพานแว่นฟ้า จึงหมายถึงรัฐธรรมนูญที่ส่งจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ไม่ใช่ส่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง”**

การสร้างพานรัฐธรรมนูญถูกวางด้วยแนวคิดที่ต้องการทำให้เป็นของบูชา เป็นของขลัง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่แนวคิดของการสร้างพานรัฐธรรมนูญเท่านั้น ยังมีเรื่องของ “พิธีกรรม” เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้รัฐธรรมนูญเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

ในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 2477 ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ มีพิธีการส่งมอบพานรัฐธรรมนูญให้กับผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัด โดยสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการ เป็นประธานในพิธี ทรงเจิมพานรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ท่ามกลางเสียงปี่พาทย์และเสียงสวดมนต์อวยชัยจากพระสงฆ์ 70 รูป เช้าวันต่อมาก็มีพิธีเวียนเทียนสมโภช จากนั้นนำไปประดิษฐานร่วมกับพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในระหว่างรอการส่งมอบให้แต่ละจังหวัด

เมื่อมีการอัญเชิญพานรัฐธรรมนูญไปประดิษฐานในแต่ละจังหวัดก็ทำกันอย่างใหญ่โต มีขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ซ่อมแซม ตกแต่งบ้านเรือนให้งดงาม รวมถึงการขนส่งก็ทำกันอย่างเอิกเริก เช่น จังหวัดเพชรบุรีโดยทางรถไฟ จังหวัดปราจีนบุรีโดยทางรถปืน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยทางเรือรบหลวง จังหวัดน่านโดยทางเครื่องบิน นักข่าวในสมัยนั้นถึงกับอธิบายว่า “รัฐธรรมนูญได้รับความสักการะบูชาประหนึ่งว่า เป็นพระพุทธปฏิมากร เคยถูกแห่แหนทั้งทางบก ทางน้ำ ทางเวหา”

เมื่ออัญเชิญรัฐธรรมนูญมาถึงจังหวัดของตนแล้ว บางจังหวัดก็นำพานรัฐธรรมนูญประดิษฐานบนบุษบก แล้วจัดขบวนแห่ไปรอบเมือง จากนั้นทำพิธีการที่ศาลากลางจังหวัดหรือสนามกีฬา ให้ประชาชนเข้าสักการะบูชาด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และมีการปฏิญาณตนต่อหน้าพานรัฐธรรมนูญ

ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ผู้อยู่ในเหตุการณ์การอัญเชิญพานรัฐธรรมนูญมาประดิษฐานที่จังหวัดนครศรีธรรมราชบันทึกไว้ว่า “รัฐบาลทำรัฐธรรมนูญจำลองเหมือนตัวจริงเป็นสมุดข่อยใส่พานแว่นฟ้าเท่าจำนวนจังหวัดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำไปประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดของตน…นายมงคล นัตยวิตร ส.ส. นครศรีธรรมราช ประคองพานรัฐธรรมนูญลงจากรถไฟ กลดกางขึ้นทันที นายมงคลอุ้มพานรัฐธรรมนูญเดินตรวจพลข้าราชการ มีคนกลางกลดไปตลอดแถว ดูรัฐธรรมนูญกลางกลดแล้วเหมือนจริง ๆ พระเจ้าแผ่นดิน สมกับ ‘พระมหากษัตริย์รัฐธรรมนูญ’…”

ความศักดิ์สิทธิ์ของพานรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นนี้ ได้ผสานเข้ากับวิถีชีวิตให้เป็นวัฒนธรรมของประชาชนในระยะเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นจากการตื่นตัวเรื่องพานรัฐธรรมนูญที่มีมากขึ้นทุกขณะ

โดยตั้งแต่ปลายปี 2477 เป็นต้นมา หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นหลายอำเภอได้ร้องขอมายังรัฐบาลว่า ในระดับอำเภอควรให้มีพานรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือถึงเรื่องนี้ หลวงวิจิตรวาทการเห็นว่า เป็นการไม่สมควร มองว่าการจัดสร้างพานรัฐธรรมนูญ 70 ชุดเมื่อครั้งแรกนั้น ได้กระทำพิธีการประหนึ่งหล่อพระ แต่มาขณะนี้กลับจะมาขอสร้างพานรัฐธรรมนูญกันโดยง่าย ตั้งคำถามว่า ใครเรี่ยไรเงินมาขอให้สร้าง ก็ให้สร้างอย่างนั้นหรือ

เช่นเดียวกับหลวงนาถนิติธาดากล่าวไปในทิศทางเดียวกับหลวงวิจิตรวาทการว่า หากยินยอมให้ระดับท้องถิ่นมีพานรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง ก็กังวลว่าจะประดิษฐานในที่ไม่เหมาะสม และยังเป็นการทำพร่ำเพรื่อ ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมลง

ขณะที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ทรงเห็นว่า “พานรัฐธรรมนูญนี้ถือว่าขลัง เผยแพร่ไปมากเก๊งตามจิตต์วิทยาว่าขลัง หรือสงวนไว้ขลัง ถ้าถือว่าแพร่หลายไปทำให้คนรู้จัก และเลื่อมใสยิ่งขึ้น ก็ควรทำให้แพร่หลายไป”

ท้ายที่สุด รัฐบาลยินยอมให้มีการสร้างพานรัฐธรรมนูญในระดับท้องถิ่นได้ แต่จะต้องทำเรื่องผ่านสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ และมอบหมายให้กรมศิลปากรมีหน้าที่รักษาแบบพานรัฐธรรมนูญ

ครั้นเมื่อมีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ภายในงานก็ยังมีพิธีกรรมเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่รัฐธรรมนูญ มีการประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้กราบไหว้ มีพิธีสมโภช พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ฯลฯ

ไม่เพียงแต่พิธีกรรมเท่านั้น ในด้านสถาปัตยกรรมก็มีการยกรัฐธรรมนูญให้เทียบเคียงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยภายในงานฉลองรัฐธรรมนูญมีการสร้างพลับพลาจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งพลับพลาจตุรมุขถือเป็นสถาปัตยกรรมไทยชั้นสูง ชาตรี ประกิตนนทการ อธิบายว่า การสร้างพลับพลาจตุรมุขนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยกรัฐธรรมนูญให้มีสถานะที่สูงส่ง ให้มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์เทียบเคียงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ชาตรี ประกิตนนทการ ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามที่จะสร้างพิธีกรรมเสริมมิติความศักดิ์สิทธิ์แก่สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ เพื่อแทนที่ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมและสัญลักษณ์เดิมในระบอบเก่า โดยพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรัฐธรรมนูญ อาจเทียบได้กับพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ เช่น การใช้คำศัพท์ประเภท อัญเชิญ ประดิษฐาน สักการะ กับพานรัฐธรรมนูญ รวมถึงการใช้เจ้าพนักงานภูษามาลามาอัญเชิญรัฐธรรมนูญ

“อาจมองได้ว่า เป็นความพยายามที่จะแย่งชิงและแข่งบารมีทางการเมืองกับกลุ่มอำนาจเก่า โดยสื่อผ่านพิธีกรรมใหม่และสัญลักษณ์ใหม่ในงานศิลปกรรม” ชาตรี ประกิตนนทการ กล่าว

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า คณะราษฎรพยายามทำให้รัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นวิธีการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงรัฐธรรมนูญโดยง่ายที่สุด ผ่านพานรัฐธรรมนูญ อันเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ใช้ประกาศยืนยันสถานะของรัฐธรรมนูญว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ

เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ว่า“เนื้อแท้ของกระบวนการทำให้ ‘รัฐธรรมนูญ’ กลายเป็นไทยนั้นคือทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นวัตถุของขลัง (Constitutional Fetishism) นั่นเอง ผ่านการทำให้มันมีรูปร่าง (Reification) ทำให้มันศักดิ์สิทธิ์ (Monumentalization) เพื่อหวังผลบั้นปลายให้ ‘รัฐธรรมนูญ’ กลายเป็นแหล่งที่มาของอำนาจอันชอบธรรมในระบอบใหม่ เทียบเคียงกับสถานะบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบเก่านั่นเอง”

เรื่องพานรัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ” (Cult of The Constitution) นอกจากนี้ ยังปรากฏสัญลักษณ์ทางการเมืองอีกมากมายหลายรูปแบบ ทว่า พานรัฐธรรมนูญดูจะเป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดแบบหนึ่ง ปรากฏให้เห็นทั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์พานเทิดรัฐธรรมนูญในหลายจังหวัด ตรามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตราเทศบาลนครราชสีมา นนทบุรี พัทลุง บุรีรัมย์ หาดใหญ่ ฯลฯ เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งภาพเขียน หรือปูนปั้นตามวัด และอื่น ๆ อีกมากที่มีพานรัฐธรรมนูญประกอบเป็นส่วนหนึ่ง

ภูริ ฟูวงศ์เจริญ อธิบายว่า ภายหลังจากจอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากพระยาพหลพลพยุหเสนา ทำให้เกิดลัทธิ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ขึ้นแทนที่ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ เป็นผลทำให้รัฐบาลเลิกเอาจริงเอาจังกับการเผยแพร่รัฐธรรมนูญไปในที่สุด และกล่าวสรุปว่า

“จึงไม่น่าแปลกใจนักว่า ทำไมลัทธิบูชารัฐธรรมนูญของสยามถึงหายสาบสูญไปได้อย่างรวดเร็วและแทบไม่เหลือร่องรอย…ตราบใดที่ยังถูกรับรู้ใต้เงาของสิ่งอื่น รัฐธรรมนูญย่อมขาดโอกาสที่จะหยั่งรากลงในจิตสำนึกของผู้คนอย่างแนบแน่น และเป็นตัวของตัวเอง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

มานิตย์ นวลละออ. (2540). การเมืองไทยยุคสัญลักษณรัฐไทย. กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์พริ้นติ้ง.

ชาตรี ประกิตนนทการ. (2552). ศิลปะ-สถาปัตยกรรม คณะราษฎร สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์. กรุงเทพฯ : มติชน.

ภูริ ฟูวงศ์เจริญ. (ธันวาคม, 2558). “ลัทธิบูชารัฐธรรมนูญ” กับสยามสมัยคณะราษฎร. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 37 ฉบับที่ 2.

ศราวุฒิ วิสาพรม. (กรกฎาคม, 2557). การเมืองช่วงรุ่งอรุณแห่ง “ระบอบประชาธิปไตย” กับชีวิตประจำวันประชาชน. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 35 ฉบับที่ 9.

เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. (21-27 มิถุนายน, 2556). ‘พานแว่นฟ้า’ บนหน้าบัน จาก ‘พระราชลัญจกร’ สู่ ‘พานรัฐธรรมนูญ’. มติชนสุดสัปดาห์. ปีที่ 33 ฉบับที่ 1714.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มิถุนายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...