โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มอง ‘ความเป็นเพื่อน’ ของมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่าน My Neighbor Totoro

นิตยสารคิด

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 23.04 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 23.04 น.
my-neighbor-totoro-cover

เมื่อเราย้อนนึกถึงวัยเด็ก หลายคนอาจจำได้ว่าโลกธรรมชาติเหมือนเป็นเพื่อนคนแรกของเรา ต้นไม้ใหญ่เคยกลายเป็นบ้านลับที่เรามุดเข้าไปซ่อนเล่น เป็นบันไดเพื่อปีนป่ายให้เราเดินทางไปพบกับท้องฟ้า ก้อนหินเล็ก ๆ เคยเป็นสมบัติอันล้ำค่า แมลงและผีเสื้อบินวนเคียงข้างอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย และสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านก็คือเสียงปลอบโยนที่อยู่กับเรายามเหงา ธรรมชาติในความทรงจำของใครหลายคนที่อาจเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนั้นจึงไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตไปพร้อมกัน

เมื่อกาลเวลาผ่านไป หลายคนที่เคยเติบโตมาพร้อม ๆ กับธรรมชาติรอบกาย อาจห่างเหินจากโลกใบนั้น เพราะภาระ วิถีชีวิต และสังคมที่แวดล้อมกลายเป็นประเด็นรองในการพัฒนาเมือง แต่ความรู้สึกอบอุ่นแบบนั้นก็ดูเหมือนว่ายังซ่อนอยู่ลึก ๆ ในใจเสมอ และนี่เองที่ทำให้การได้ดูแอนิเมชันเรื่อง My Neighbor Totoro (โตโตโร่ เพื่อนรัก) หรือ となりのトトロ ผลงานกำกับของ ฮะยะโอะ มิยะซะกิ ภายใต้ Studio Ghibli ราวกับการได้เดินทางกลับบ้านอีกครั้ง ไปพบเพื่อนวัยเด็กอย่าง ‘ธรรมชาติ’

ภาพยนตร์แสนงดงามเรื่องนี้พาเราไปสู่โลกที่เด็กสองพี่น้อง คือ “ซัทสึกิ” และ “เม” ที่ได้พบกับจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ป่าใหญ่ หรือ “โตโตโร่” เพื่อนลึกลับที่ทั้งอ่อนโยน อบอุ่น แสนวิเศษ และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนแง่มุมมองการมองธรรมชาติและความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ

‘ผี’ เขม่าสีดำ : การอยู่ร่วมในบ้านที่มนุษย์ไม่ใช่ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว
การเดินทางของเด็ก ๆ กับธรรมชาติอันกว้างใหญ่เริ่มต้นที่การย้ายจากเมืองมาอยู่ในหมู่บ้านชนบทห่างไกล เพื่อดูแลแม่ที่ป่วยในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แม้แม่ของพวกเธอจะยังอยู่ในโรงพยาบาล แต่เธอและพ่อก็ย้ายกันมาอยู่ก่อนเพื่อเตรียมตัวรอแม่ออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ด้วยกัน

ความน่าสนใจอยู่ที่ ทันทีที่ครอบครัวนี้ย้ายเข้าบ้านใหม่ เด็ก ๆ ก็พบสิ่งประหลาดที่มีลักษณะเป็นตัวกลมสีดำเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ตามเพดานและมุมห้อง เด็กๆ ได้ไปถามคุณยายที่เป็นเพื่อนบ้าน เธอเล่าให้เด็ก ๆ ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่า

“อย่าห่วงไปเลย พวกเขาไม่น่ากลัวหรอก ถ้าเห็นว่าเธอเป็นคนดี พวกเขาจะไม่ทำอะไร ไม่นานพวกเขาก็จะไปเอง ยายว่า พวกเขาคงอยู่ใต้ขื่อแล้วคุยกันว่าพวกเขาควรจะย้ายออกไปไหม”

คำพูดนี้ดูเหมือนปลอบใจเด็ก ๆ แต่ในแง่มุมหนึ่งก็สะท้อนให้เราเห็นโลกทัศน์แบบหนึ่งที่มองว่า บ้านหนึ่งหลังไม่ใช่ที่ว่างเปล่าให้มนุษย์เข้าไป “ครอบครอง” หากเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยร่องรอย วิญญาณ และผู้มาอยู่ก่อนหน้า “เขม่า” จึงเป็นสัญลักษณ์แทนความทรงจำและการมีอยู่ของธรรมชาติในรูปแบบที่เราอาจไม่คุ้นตา หรือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการยืนยันว่า มนุษย์ไม่ใช่ผู้ครอบครองสิ่งใดแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่บ้านที่มนุษย์อาจคิดว่าเป็นผู้สร้างขึ้นมาหรือมีความเป็นเจ้าของ

เมื่อเด็ก ๆ พูดคุยกับยายแล้ว เด็ก ๆ ก็ต่างพร้อมที่จะอยู่กับเหล่าเขม่า เมบอกว่าเธอไม่กลัวเขม่า ส่วนซัทสึกิก็ยอมรับที่จะอยู่ร่วมกัน โดยเชื่อว่าหากพวกเขาพร้อมจะไป ก็คงจะไปเอง

ฉากนี้จึงชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งรอบตัวที่อาจไม่ได้เริ่มจากอำนาจครอบครอง แต่เริ่มจากการยอมรับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว โลกมี “ผู้ร่วมอยู่” มากมาย และการจะอยู่ด้วยกันได้ก็ขึ้นกับท่าทีของเราเองด้วย ถ้าใจอ่อนโยนต่อกัน ก็จะไม่เป็นภัยต่อกัน

เมพบโตโตโร่ : สายตาเด็กเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างแนบแน่น
การพบกันของเมและโตโตโร่คือจุดเริ่มต้นของการฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์กับธรรมชาติของหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจน

เมวิ่งซุกซนตามธรรมชาติของเด็ก เธอเดินตามเสียงและร่องรอยเล็ก ๆ จนไปถึงโพรงใต้ต้นไม้ใหญ่ และพบสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โตโตโร่ ร่างมหึมาและน่าพิศวง แต่สิ่งแรกที่เธอทำ ไม่ใช่ถอยหนี หากแต่เข้าใกล้ด้วยความซื่อสัตย์ของหัวใจ ด้วยสายตาของเด็กที่เต็มไปด้วยความสงสัย คำถาม และความอยากรู้

ความสัมพันธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเมไม่ตั้งเงื่อนไข ไม่กลัว ไม่หวาดระแวง แต่พร้อมทำความรู้จักด้วยความจริงใจ ฉากที่เมผล็อยหลับบนท้องโตโตโร่เป็นภาพที่ทรงพลัง เด็กตัวเล็กไว้ใจและมอบความสบายใจของตนให้กับสิ่งที่ใหญ่และไม่คุ้นเคยที่สุด ราวกับกำลังบอกว่า ธรรมชาติมิใช่สิ่งแปลกปลอมหรือแม้แต่สิ่งลี้ลับที่แปลกประหลาด แต่เป็นมิตรและพร้อมจะโอบอุ้มมนุษย์ได้ไม่ต่างกัน

เหตุผลที่เด็กสามารถเข้าถึงโลกเหล่านี้ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ที่อาจตั้งต้นที่ความหวาดกลัวก่อน ก็เพราะเด็กยังไม่ถูกระบบสังคมกำหนดกรอบให้แยก “จริง” ออกจาก “ไม่จริง” โลกของพวกเขายังเปิดกว้างต่อสิ่งที่มองไม่เห็น และนี่คือความหมายที่หนังเรื่องนี้ทำให้ได้เห็นว่า ถ้าเราเปิดใจแบบเด็ก ๆ คืนสู่ความเป็นมนุษย์แรกเริ่มที่เราเติบโตขึ้นมา เราอาจสัมผัสธรรมชาติในฐานะเพื่อนได้ไม่ยาก ธรรมชาติจะไม่ใช่แค่ทรัพยากร หรือสิ่งที่มีประโยชน์ในการใช้ชีวิต หรือให้พลังงานต่าง ๆ เพื่อมนุษย์ใช้ แต่คือเพื่อนของเรา เป็นความอบอุ่นได้ เป็นความรื่นรมย์ได้ เป็นที่พักพิงได้ เหมือนกับผู้คนในชีวิต

บทเรียนเรื่องความเคารพ
เมื่อเมเล่าว่าเจอโตโตโร่ พ่อไม่ได้ตัดบทหรือแสดงออกว่าไม่เชื่อ หากแต่ตอบอย่างจริงจังว่า “ถ้าหนูได้เจอจิตวิญญาณแห่งป่า แสดงว่าหนูโชคดีมาก งั้นเรามาแสดงความเคารพเขาดีกว่านะ”

ประโยคนี้ทำให้เราเห็นท่าทีของผู้ใหญ่ที่ต่างจากภาพจำในโลกจริง ๆ เพราะบ่อยครั้งเวลาที่เด็กพูดถึงสิ่งลี้ลับหรือสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ คำตอบที่พวกเขาได้รับมักเป็นการหัวเราะเยาะหรือการบอกปัด แต่พ่อกลับไม่เลือกทางนั้น เขาไม่พยายามทำลายโลกแห่งจินตนาการของลูก ๆ ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดแบบผู้ใหญ่ หากแต่เลือกยืนยันว่าสิ่งที่ลูกเห็น “มีความหมาย”

จากนั้นเขาจึงพาลูก ๆ ไปที่ต้นไม้ขนาดมโหฬารกลางหมู่บ้าน ต้นไม้เก่าแก่ที่ยืนต้นอยู่มานานเกินกว่าชั่วอายุคน และบอกกับลูกว่า “มันอยู่นี่มานานมากแล้ว ตั้งแต่ต้นไม้และคนเป็นมิตรกัน”

เพียงคำว่า “ตั้งแต่” ก็สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างลึกซึ้ง เป็นการบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า ความเป็นมิตรระหว่างคนกับต้นไม้ที่เคยมีมาแต่เดิม ค่อย ๆ เลือนหายไป การคิดอย่างแยกส่วน ผลักคนให้ออกจากความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับธรรมชาติทีละน้อย ทำให้เรามองต้นไม้เพียงเป็นฉากหลังหรือทรัพยากรบางอย่าง มากกว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทาง ทั้งยังเป็นแหล่งให้กำเนิดชีวิตและการเติบโตอย่างลึกซึ้ง

ฉากนี้จึงไม่ได้มุ่งสอนให้ “เชื่อหรือไม่เชื่อ” ในอำนาจลี้ลับของป่า หากแต่เป็นการสอนให้รู้จักวางท่าทีที่นอบน้อมต่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ธรรมชาติอันกว้างใหญ่ที่ยังคงโอบล้อมเราอยู่

“ขอบคุณที่คอยช่วยดูแลเม และให้การต้อนรับพวกเราอย่างดี ช่วยดูแลเราต่อไปด้วย” บทสวดของพ่อและลูก ๆ ที่เป็นเหมือนคำขอบคุณที่จริงใจ ราวกับกำลังพูดกับเพื่อนผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่มาก่อน และจะอยู่ต่อไปอีกนานหลังจากเราลาจากโลกนี้ไปแล้ว

เมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม : การเติบโตที่งอกเงย
“โตแล้ว! โตแล้ว!”

หนึ่งในฉากที่ตรึงใจที่สุดสำหรับคือ เมื่อโตโตโร่มอบเมล็ดพันธุ์ต้นโอ๊กมาให้เด็ก ๆ ทั้งสองคนเพาะ นานวันเมล็ดก็ไม่งอกสักที จนมาวันหนึ่ง โตโตโร่ก็ได้มาเยือนยามค่ำคืนเหมือนฝัน เขาเดินรอบ ๆ แปลงปลูก ไม่นานเมล็ดก็เริ่มงอก เด็ก ๆ สองคนตื่นเต้นดีใจ

โตโตโร่และเด็ก ๆ เพาะเมล็ดโอ๊กในค่ำคืนที่แสนวิเศษ โดยยืดตัวพร้อมกัน ยืดตัวมากเท่าไร สูงขึ้นมาเท่าไร ต้นโอ๊กวิเศษก็ยืดสูงขึ้นไปเท่านั้น กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ในที่สุด

ฉากนี้ไม่ใช่เพียงทำออกมาได้อย่างที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงความมหัศจรรย์หรือความน่ารักของเรื่องราวได้เป็นอย่างดีเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นว่า การเติบโตของมนุษย์และธรรมชาติคือเรื่องเดียวกัน มีแก่นแกนเดียวกัน

เด็ก ๆ ทำท่าเลียนแบบต้นไม้ ต้นไม้ก็ตอบสนองราวกับเข้าใจ การงอกงามจึงไม่ใช่กระบวนการฝ่ายเดียว แต่มาจากการมีอยู่ร่วมกัน และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงเติบโตงอกเงย ยืดสูงขึ้นไป เหมือนกันกับต้นโอ๊กเหล่านั้น

หากมองในมิติทางสังคม ฉากนี้ก็ชวนคิดไปถึงแนวคิดที่แยกการ “พัฒนา” ของมนุษย์ออกจากการเติบโตของโลก ซึ่งเรื่องราวของหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แท้จริงสองสิ่งไม่อาจแยกจากกัน การเติบโตของธรรมชาติรอบตัวและการเติบโตของมนุษย์สามารถเป็นไปพร้อม ๆ กันได้

เท่าเทียมกันและเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
สิ่งที่ทำให้ My Neighbor Totoro น่าสนใจอีกประเด็น คือการไม่ทำให้ธรรมชาติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ แต่ทำให้ธรรมชาติปรากฏอยู่ในรายละเอียดของชีวิต เช่น ฉากซัทสึกิกางร่มให้โตโตโร่ยามฝนตก เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่แสดงถึงความใส่ใจและการตอบแทนไมตรี โตโตโร่ไม่ได้เป็นเพียงผู้คุ้มครอง แต่เป็นเพื่อนที่เราสามารถหยิบยื่นความปรารถนาดีเล็ก ๆ ให้ ความสัมพันธ์นี้จึงอยู่ในระนาบใกล้เคียงกัน ไม่มีฝ่ายใดบังคับหรือใช้อำนาจต่อฝ่ายใด เป็นการเป็นส่วนหนึ่งและแบ่งปันบางมุมของชีวิตต่อกัน

อีกฉากหนึ่งคือฉากที่เด็ก ๆ กินแตงกับยาย ทั้งสองต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่าแตงอร่อยมาก ๆ ยายจึงพูดว่า “แสงแดดให้พรมันมาแล้ว มันดีต่อร่างกายมาก ๆ เลยล่ะ”

คำพูดนี้สะท้อนโลกทัศน์ที่มองว่า แม้ผลไม้เพียงลูกเดียวก็เชื่อมโยงกับทั้งจักรวาล ดิน น้ำ แสงแดด และมนุษย์ ทุกคำที่เรากินคือมิตรภาพจากโลกที่ส่งผ่านถึงเรา แตงที่อร่อยคือแตงที่งอกเงยออกมาจากการได้รับพรจากแสงอาทิตย์อย่างเพียงพอนั่นเอง

มุมมองนี้สะท้อนในอีกฉากหนึ่งคือช่วงเวลาที่แม่ของเด็ก ๆ อาการไม่ดีนัก ต้องเลื่อนวันออกจากโรงพยาบาล ตัวบทสะท้อนถึงความเปราะบางของมนุษย์ เด็ก ๆ รู้สึกเศร้า สิ้นหวัง และเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง เมจึงตัดสินใจวิ่งสุดแรงเพื่อนำข้าวโพดไปให้แม่ แล้วโตโตโร่ก็มาช่วยพาเอาข้าวโพดไปให้แม่ที่โรงพยาบาลห่างไกลได้สำเร็จ

ข้าวโพดในเรื่องไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือของขวัญจากผืนดินและแสงแดดที่ถูกส่งต่อให้ผู้เป็นที่รัก นี่คือการสื่อสารที่ทรงพลัง ว่าธรรมชาติคือพลังที่ช่วยเยียวยามนุษย์ได้ ไม่ว่าจะในรูปของอาหาร พืชผล หรือเพียงแค่การให้ความหวัง การพึ่งพาธรรมชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่คือเรื่องของหัวใจด้วย

กล่าวได้ว่า My Neighbor Totoro ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องกราบไหว้ หรือทำให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมโลกนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่ทำให้เราเห็นธรรมชาติในฐานะ “เพื่อน” เพื่อนที่บางครั้งอยู่ในรูปของสิ่งเล็ก ๆ เพื่อนที่บางครั้งปรากฏเป็นเงามืด เพื่อนที่ช่วยให้เราเติบโต และเพื่อนที่ไม่ทอดทิ้งเราในยามเปราะบาง

การนอบน้อมที่ปรากฏไม่ใช่การยกย่องธรรมชาติให้สูงเกินเอื้อม และไม่ได้ทำให้มนุษย์สูงส่งกว่าธรรมชาติ แต่คือการยอมรับว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นเพื่อนที่อยู่ร่วมทางเดียวกัน โตโตโร่ไม่ได้มอบพลังวิเศษใด ๆ ให้มนุษย์ แต่มอบสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าคือ “ความสัมพันธ์” ที่เท่าเทียมและไม่อาจแยกขาดหรือทอดทิ้งจากกันได้นั่นเอง

ภาพ : Studio Ghibli

ที่มา : Miyazaki, H. (Director). (1988). My Neighbor Totoro [Film]. Studio Ghibli.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

EVEANDBOY ดันแบรนด์ไทย ‘T-Beauty’ สู่ Global

ประชาชาติธุรกิจ

อิตาลีจำศีล

ประชาชาติธุรกิจ

“ดนตรีอยู่กับฉันในทุกช่วงของชีวิต ทั้งช่วงที่ดีที่สุด เศร้าที่สุด และยากลำบากที่สุด” จากเหตุการณ์ถูกบุกรุกบ้าน สู่เพลง Run ที่ความหวาดกลัว และเปราะบาง กลายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจของ Chloe Stroll ศิลปินผู้เลือกเขียนเพลงอย่างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ผ่านอัลบั้มล่าสุด Bloom in the Break

Mirror Thailand

“ความสวยที่เปล่งประกาย เริ่มต้นด้วยการรักและมั่นใจในตัวเอง” ผู้หญิงเก่งในแบบฉบับของ แพร-วทานิกา และ โดนัท-มนัสนันท์ กับแคมเปญ ‘Radiance Begins With You’ จาก Clé de Peau Beauté

Mirror Thailand

เปิด 8 กฎเหล็ก สงกรานต์ 2569 เช็กข้อห้าม-โทษปรับ ใครฝ่าฝืนเสี่ยงคุกทันที

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

“Call Me by Your Name ค่อนข้างเพอร์เฟ็กต์” Kylie Jenner เผยหนังของ Timothée Chalamet ที่เธอชอบมากที่สุด

THE STANDARD
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...