โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

กำเนิดและพัฒนาการของ "แว่นตา" นัยของจุดเริ่มต้นท้าทายศาสนจักร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 เม.ย. 2567 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2567 เวลา 17.29 น.
(ซ้าย) Fernando Niño de Guevara นักบวชในคริสต์ศาสนา สวมแว่นตา ภาพวาดราว ค.ศ. 1600, (กลาง) นายพลดักลาส แมกอาเธอร์ สวมใส่แว่นกันแดด, (ขวา) นักแสดงจาก บุพเพสันนิวาส 2 สวมใส่แว่นตา (ภาพจาก เฟซบุ๊ก : GDH)

ต้นเค้ากำเนิด“แว่นตา” สันนิษฐานว่าเริ่มมาจากการค้นพบผลึกหินที่มีคุณสมบัติเป็นเลนส์ขยาย เมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล บนเกาะครีต อริสโตปานิส นักแต่งละครชาวกรีกก็เคยกล่าวถึง “เลนส์” ที่ทำจากผลึกหินนี้ในละครชวนหัวเรื่อง The Clouds

แรกปรากฏแว่นตาในประวัติศาสตร์

ในสมัยจักรพรรดินีโรแห่งจักรวรรดิโรมัน ก็ทรงใช้อุปกรณ์ที่ทำจากมรกต ส่องดูการแข่งขันต่อสู้ที่สนามโคลอสเซียม ซึ่งนับเป็นหลักฐานการใช้อุปกรณ์ช่วยมองเห็นยุคแรก ๆ ต่อมา มนุษย์จึงเริ่มนำแก้วที่มีลักษณะเป็น “เลนส์” มาใช้

ขณะที่ ซีนากา นักแสดงละครโศกนาฏกรรมสมัยโรมัน ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 บันทึกไว้ว่าเขาเคยอ่าน “หนังสือหมดกรุงโรม” ผ่านลูกแก้วซึ่งมีลักษณะคล้ายลูกโลก ภายในบรรจุน้ำเต็มเพื่อขยายตัวอักษรให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

ถึงยุคกลาง เชื่อว่าแว่นตาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นเป็นคนแรก หลักฐานในช่วงเวลานั้นที่กล่าวถึงแว่นตา เช่น นิโคลัส บุลเลต นักบวชชาวฝรั่งเศส สวมใส่แว่นในการลงนามสัญญาฉบับหนึ่ง ใน ค.ศ. 1282, กวีชาวเยอรมันเคยกล่าวถึงความอัศจรรย์ของแว่นตา ในงานเขียนระหว่าง ค.ศ. 1260-1284, มาร์โคโปโล ที่เดินทางมายังเอเชียได้บันทึกใน ค.ศ. 1295 ว่าได้พบ “งูใส่แว่นตาในอินเดีย” ซึ่งหมายถึงส่วนหลังของงูเห่ามีลวดลายคล้ายแว่นตา

แต่การประดิษฐ์แว่นตาสันนิษฐานว่าน่าจะกระทำกันอย่างแพร่หลายในดินแดนอิตาลี ปรากฏหลักฐานที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 1301 ระบุว่า ศิลปะและการประดิษฐ์แว่นตาและแว่นขยายเป็นของ “สมาคมวิชาชีพแก้วเจียระไน” แห่งเวนิส

นอกจากนี้ กิออร์คาโน ดาริวอลโต นักบวชคนหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญแว่นตาที่โบสถ์ในเมืองฟลอเรนซ์เมื่อ ค.ศ. 1306 ว่า

“นับเวลาได้ 20 ปีแล้ว ที่ได้มีผู้ค้นคิดประดิษฐ์แว่นตาขึ้นมา ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น…ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นในสิ่งที่แต่ก่อนเคยได้ยินแต่เสียงเท่านั้น…”

หากสังเกตแล้วจะพบว่า ผู้ที่ใช้แว่นตาในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนักบวช อันเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการผูกขาดความรู้ต่าง ๆ ทุกระดับ ทุกแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอักษรศาสตร์และเทววิทยา แว่นตาจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญของคนกลุ่มนี้ จึงไม่แปลกที่ผู้สวมใส่แว่นตาจะถูกมองว่าเป็นผู้คงแก่เรียน

พัฒนาการ “แว่นตา”

แต่อีกด้านหนึ่ง แว่นตาก็ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติคริสต์ศาสนา เป็นจุดเริ่มต้นของการกบฏและท้าทายต่อพระเป็นเจ้าและศาสนจักรก็ว่าได้

เพราะในสมัยนี้ที่ศาสนจักรกำลังเรืองอำนาจ ความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการยุ่งเกี่ยวหรือเสริมเติมแต่งนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับร่างกายมนุษย์ที่ถือว่าเป็นผลงานของพระเจ้านั้น เป็นบาปและความผิดอย่างมหันต์

เลนส์แว่นในยุคแรกทำจากหินควอทซ์ มีลักษณะโค้งนูน จึงเหมาะสำหรับคนสายตายาว ดังนั้น แว่นตาในยุคแรกจึงถูกมองว่าเป็น “แว่นคนแก่” เพราะใช้กับคนสูงอายุที่มีปัญหาสายตายาว

ส่วนกรอบแว่นตาก็ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ กระดูกสัตว์ กระดองเต่า โลหะ ฯลฯ ส่วนรูปร่างนั้นจะเป็นแว่นขยายกลม ๆ 2 อัน มีแผ่นโลหะคล้ายรูปตัว V ติดเชื่อมกัน และมีหมุดยึดเพื่อให้ตั้งอยู่บนดั้งจมูก

กระทั่ง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 โยฮันเนส เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันตีพิมพ์คำอธิบายคุณสมบัติที่แตกต่างของเลนส์นูนและเลนส์เว้า จึงเริ่มมีการประดิษฐ์แว่นตาสำหรับคนสายตาสั้น

จากนั้นแว่นตาได้รับการพัฒนาและปรับปรุงแว่นตาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน นำมาสู่แว่นตาหลากรูปแบบ โดยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ช่างแว่นตาชาวสเปนคิดนำริบบิ้นผูกกับกรอบแว่นตาไว้กับใบหู ต่อมาใน ค.ศ. 1599 เอลกรีโอ นักบวชชาวสเปนก็คิดค้นขาแว่นตาชนิดคล้องหูได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องความเทอะทะ น้ำหนักมาก กดทั้งดั้งจมูกและใบหู ก่อนที่ใน ค.ศ. 1730 เอ็ดวาร์ด สการ์เลตด์ จักษุแพทย์ชาวอังกฤษจะพัฒนาปรับปรุงประดิษฐ์แว่นตาที่มีขา ซึ่งสามารถปรับความกว้างให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่ได้เป็นผลสำเร็จ ไม่กดทั้งดั้งจมูกและใบหู

ค.ศ. 1752 เจมส์ เอสคอฟ ช่างแว่นตาชาวอังกฤษก็คิดดัดแปลงให้ขาแว่นพับได้เพื่อเก็บสะดวกยิ่งขึ้น อันเป็นรูปแบบที่ใช้มาจนปัจจุบัน และ ค.ศ. 1756 เบนจามิน มาร์ติน ช่างทำแว่นตาชาวอังกฤษ ผลิตแว่นตาที่มีวงแหวนสีชาซ้อนในเลนส์แว่นอีกชั้นหนึ่ง วัตถุประสงค์เพื่อลดแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นับแว่นตาป้องกันแสงแดดในยุคแรก ๆ

นอกจากนี้ เบนจามิน แฟรงกลิน ยังได้ค้นคิดเลนส์สองชั้นได้ในช่วง ทศวรรษ 1780 และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายสำหรับคนสูงอายุที่มีปัญหาทั้งสายตาสั้นและสายตายาวให้สามารถใช้แว่นตาอันเดียวกันได้โดยสะดวกโดยไม่ต้องเปลี่ยนแว่นไปมาอีกต่อไป

แม้แว่นตาที่มีขาหนีบดั้งจมูกจะใช้ในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่กลับได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 19 ทั้งที่มีการพัฒนารูปแบบ และรูปทรงหลากหลาย ซึ่งมักเป็นแบบมีห่วงร้อยเชือกหรือสายคาดศีรษะ นี่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนเชื่อว่าแว่นตาเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกฐานะและช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูเป็นคนสำคัญ

ทั้งนี้ก็เพราะ แว่นตาถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย นิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงผู้มีอันจะกิน หากยิ่งเป็นแว่นตาที่ผลิตจากวัสดุที่มีค่าด้วยแล้ว ก็จะทำให้แว่นตานั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่คนในศตวรรษหลังถึงคิดหวนกลับไปนิยมแว่นตาที่มีรูปแบบอย่างเก่า

นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา แว่นตาได้พัฒนาและเปลี่ยนรูปทรงให้เหมาะสมกับรสนิยมของแต่ละยุคแต่ละสมัย ในกึ่งกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 18 พวกผู้ดีชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสนิยมแว่นตาชนิดมีด้ามจับ ซึ่งมักนิยมติดกระจกเงาขนาดเล็ก ๆ ไว้ภายในที่ทำมุมเป็นองศาพอเหมาะที่จะสะท้อนให้ผู้ใช้ที่สอดรู้สอดเห็น สามารถแอบมองเหตุการณ์ด้านหลังของตนเองได้โดยไม่ต้องเสียมารยาทหันไปจ้องมอง

นอกจากนี้ชาวอังกฤษยังประดิษฐ์แว่นตาที่เรียกว่า แว่นวงแหวน ใน ค.ศ. 1800 และได้รับความนิยมจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีเลนส์กระจกเพียงข้างเดียวและใช้เหน็บที่เบ้าตาแทนการใส่ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็มีการผลิตแว่นตาชนิดพิเศษที่เรียกว่า “เลนส์สัมผัส” หรือคอนแทคเลนส์ที่รู้จักกันอย่างดี

ขณะที่แว่นกันแดดยุคใหม่อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั้นได้รับการพัฒนาโดย บริษัท Bausch & Lomb โดยแบรนด์ “Ray-Ban” ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดิมมีจุดประสงค์ผลิตแว่นตาป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์สำหรับนักบิน มีชื่อรุ่นว่า Aviator โดยมีเลนส์แว่นมีขนาดใหญ่โค้งมนเพื่อกันแสงทุกมุม ภายหลังสื่อมวลชนจับภาพนายพล ดักลาส แมกอาร์เทอร์ สวมแว่นนี้ขณะตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์ส่งผลให้แว่นกันแดดได้รับความนิยมอย่างสูง

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านจักษุก้าวล้ำมาก โดยเฉพาะการเข้ามาของการทำเลสิก (Lasik) ซึ่งสามารถแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาว เอียง นั่นทำให้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การสวมใส่แว่นตาอาจไม่ได้แค่ช่วยเรื่องปัญหาสายตา สำหรับบางคน แว่นตาช่วยสร้างบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ สำหรับบางคน แว่นตามีมูลค่านำไปซื้อขายเพื่อเก็งกำไร สำหรับบางคน แว่นตามีคุณค่าต่อจิตใจ

แว่นตา จึงไม่เพียงแค่แว่นตาอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

อนันต์ชัน เลาหะพันธุ. (ตุลาคม, 2531). พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของแว่นตา. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 9 : ฉบับที่ 12.

แว่นตา-แว่นกันแดด. (สิงหาคม, 2557). สารคดี. ปีที่ 30 : ฉบับที่ 354.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิดและพัฒนาการของ “แว่นตา” นัยของจุดเริ่มต้นท้าทายศาสนจักร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...