โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธ. ไทยเครดิต รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,828.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 44%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 19.47 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 12.47 น.

ธ. ไทยเครดิต รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,828.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มุ่งเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม

กรุงเทพฯ, 21 กรกฎาคม 2568 –ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เปิดเผยผลกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 925.2 ล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 12.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก 2568 อยู่ที่ 1,828.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 44.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 0.75 บาทต่อหุ้นในไตรมาส 2 ปี 2568 และ 1.48 บาทต่อหุ้นในงวดครึ่งปีแรก สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโต ภายใต้การบริหารงานที่ยังคงให้ความสำคัญกับความรอบคอบ เพื่อรองรับสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโต มาจากการที่ธนาคารยังคงรักษาการขยายตัวของยอดเงินให้สินเชื่อรวม ซึ่งอยู่ที่ 171,661.8 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารสามารถเพิ่มปริมาณสินเชื่อได้ในกลุ่มหลักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) เติบโตที่ร้อยละ 14.3 สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัวร้อยละ 13.3 และสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นที่ร้อยละ 66.6 นอกจากนี้ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นยังปรับตัวลดลงร้อยละ 36.7 จากปีก่อน อันเป็นผลมาจากการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคาร รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งมีส่วนช่วยให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น
แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะลดลงจากปีก่อน แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 7.6

ทั้งนี้ ในด้านการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเท่ากับร้อยละ 4.3 ขณะเดียวกัน อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 154.4 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง

Micro Pay e-Wallet โฉมใหม่

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความรอบคอบและมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด โดยในปี 2568 ธนาคารยังมีความมั่นใจในการตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระดับเลขสองหลัก พร้อมควบคุมอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPLs) ให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นให้ความสำคัญเรื่องการเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับกลุ่มลูกค้าทุกระดับ ผ่านความเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า เคียงข้างเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าให้เติบโต อีกทั้งเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางการเงิน”

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารไทยเครดิตได้เปิดตัวสาขาเงินฝากแห่งใหม่บนถนนนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรุกขยายตลาดในหัวเมืองสำคัญของภาคเหนือ และรองรับการเติบโตทางธุรกิจในพื้นที่เศรษฐกิจหลักของภูมิภาคนี้ ธนาคารยังเดินหน้าขยายบริการทางการเงินอย่างครบวงจร ทั้งการรับฝากเงิน
การให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย และการให้คำปรึกษาทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

นายรอยย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารยึดมั่นในนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้กับผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้า ผ่านการให้บริการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นบริการที่ธนาคารนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันธนาคารได้ให้สินเชื่อแก่พ่อค้าแม่ค้าแล้วมากกว่า 250,000 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 21,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ธนาคารยังได้ร่วมเปิดตัว ‘Micro Pay e-Wallet โฉมใหม่’ ภายใต้แนวคิด “Customer-Centric & Inclusion-First” เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นตัวช่วยให้การค้าขายมีความสะดวก รวดเร็ว และยังช่วยบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสร้างให้เกิดพฤติกรรมทางการเงินในระบบดิจิทัล สร้างฐานลูกค้าใหม่ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง สู่การวางรากฐานทางวินัยการเงินของผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตในระบบเศรษฐกิจอย่างมั่นคง” (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...