โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่ ความท้าทายของการรักษาดุลยภาพนโยบายการเงิน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 22.23 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 05.14 น.

ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ท่าทีด้านนโยบายการเงินของฝ่ายบริหารมีความแตกต่างจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างชัดเจน โดยฝ่ายรัฐบาลมีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ผ่านการผลักดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดภาระหนี้ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ และเป็นการเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงยึดแนวทางแบบเข้มงวด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาขีดความสามารถเชิงนโยบาย (policy space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต และเลือกที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่าภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างแท้จริง

ความเสี่ยงสำคัญของท่าทีที่คงความเข้มงวดมากเกินไป คือโอกาสที่นโยบายการเงินอาจ “ตกขบวน” (behind the curve) กล่าวคือ ไม่สามารถตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้อย่างทันท่วงที ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง คือ "การแข็งค่าของเงินบาท" ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ขณะเดียวกันก็เอื้อให้การนำเข้าเติบโต ซึ่งอาจกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปราะบางยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงควบคู่กับการชะลอตัวของศักยภาพในการหารายได้ของประชาชน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่อัตราดอกเบี้ยในภาคธนาคารพาณิชย์ทำงานได้อย่างจำกัด เช่น แม้ในช่วงที่ผ่านม กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงรวม 0.75% แต่ธนาคารพาณิชย์กลับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงเพียง 0.02–0.1% ภายในระยะเวลา 3–4 ไตรมาส

การแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่แทนที่คู่แข่งที่เป็นลูกหม้อจากภายในองค์กร จึงมองได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการเงินในอนาคต โดยคาดกันว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายอาจมีลักษณะผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการปรับ "ลดอัตราดอกเบี้ย" การจัดการกับปัญหา "ค่าเงินบาท" ที่แข็ง และการนำเสนอนโยบายการเงินแบบนอกกรอบ (unconventional monetary policies) เช่น การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรองรับปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่เรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม การมีวิสัยทัศน์และความเข้าใจต่อปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถแปลงไปสู่ความสำเร็จเชิงนโยบายได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อแนวทางที่แตกต่างจากกรอบเดิมอาจกลายเป็นโอกาสในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด หรือในทางกลับกัน อาจเป็นนโยบายที่ขาดความเหมาะสมและซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิมก็เป็นได้

ในบริบทนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะสถาบันหลักด้านนโยบายการเงิน ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาดุลยภาพเชิงนโยบาย โดยเฉพาะท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ "กับดักประชานิยมทางการเงิน" (monetary populism trap) การมีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลภายในองค์กรที่เข้มแข็งจึงมีความจำเป็น เพื่อค้ำจุนการกำหนดนโยบายให้คงความยั่งยืน และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...