โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ โจมตีศูนย์นิวเคลียร์อิหร่าน ขู่ถล่มซ้ำหากไม่ยุติสงคราม

PostToday

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 20.55 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 03.35 น.

วอชิงตัน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อค่ำวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อศูนย์นิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน และเตือนว่าหากเตหะรานไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ จะต้องเผชิญกับการโจมตีเพิ่มเติม

การตัดสินใจของทรัมป์ในการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่ออิหร่าน ศัตรูสำคัญในภูมิภาค ตอกย้ำถึงการยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรง หลังจากที่มีการหารือภายในมาเป็นเวลาหลายวัน แม้ยังไม่ถึงเส้นตายสองสัปดาห์ที่เขากำหนดไว้เอง

“การโจมตีครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทางทหาร” ทรัมป์กล่าวในการแถลงผ่านโทรทัศน์จากทำเนียบขาว “ศูนย์เสริมสมรรถนยูเรเนียมที่สำคัญของอิหร่านถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง”

ทรัมป์กล่าวเพียงสั้น ๆ ไม่ถึง 4 นาที โดยเน้นว่าอนาคตของอิหร่านจะมีเพียง “สันติภาพหรือโศกนาฏกรรม” เท่านั้น พร้อมเตือนว่ามีเป้าหมายอื่นอีกมากที่กองทัพสหรัฐฯ สามารถโจมตีได้ “หากสันติภาพไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เราจะดำเนินการต่อเป้าหมายเหล่านั้นด้วยความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ”

รายงานจากสื่อ CBS News ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ติดต่อทางการทูตไปยังอิหร่านในวันเสาร์ พร้อมยืนยันว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

“อิหร่านต้องยุติสงครามนี้ในทันที” ทรัมป์กล่าวย้ำ

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Reuters รายงานการเคลื่อนย้ายเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ของสหรัฐฯ ซึ่งสามารถบรรทุกระเบิดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพโจมตีไซต์นิวเคลียร์ฟอร์โดว์ (Fordow) ซึ่งตั้งอยู่ใต้ภูเขาทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน ทั้งนี้ เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมีการเสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ การประเมินผลกระทบของการโจมตีอาจใช้เวลาหลายวัน

เจ้าหน้าที่อิหร่านที่อ้างโดยสำนักข่าว Tasnim ยืนยันว่า มีการโจมตีไซต์ฟอร์โดว์จาก “การโจมตีทางอากาศของศัตรู” ขณะที่ฮัสซัน อาเบดินี รองผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านได้อพยพบุคลากรออกจากทั้ง 3 ศูนย์ไปก่อนหน้านี้แล้ว และไม่มีสารกัมมันตรังสีใดหลงเหลืออยู่

“ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว ไม่มีวัตถุอันตรายต่อสุขภาพประชาชนเหลืออยู่” เขาระบุ

ด้านนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวชื่นชมทรัมป์ว่า “การตัดสินใจครั้งนี้กล้าหาญและเด็ดขาด” พร้อมระบุว่า “ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยับยั้งไม่ให้ระบอบการปกครองที่อันตรายที่สุดในโลกครอบครองอาวุธที่อันตรายที่สุด”

  • ความพยายามทางการทูตล้มเหลว – ความตึงเครียดทวีความรุนแรง

การโจมตีของสหรัฐฯ มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งยกระดับสู่การสู้รบทางอากาศเป็นเวลาหลายวัน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในทั้งสองประเทศ

อิสราเอลเริ่มการโจมตีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน โดยกล่าวว่า อิหร่านใกล้จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า โครงการนิวเคลียร์ของตนมีเป้าหมายเพื่อสันติเท่านั้น

ความพยายามทางการทูตจากชาติตะวันตกเพื่อยุติความรุนแรงล้มเหลวลง โดยเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูแตร์เรส เรียกการโจมตีเมื่อวันเสาร์ว่า “การยกระดับสถานการณ์ที่อันตรายในภูมิภาคที่ตึงเครียดอยู่แล้ว และเป็นภัยโดยตรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

ภายในสหรัฐฯ มีเสียงวิจารณ์จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดย ส.ส. โทมัส แมสซี ระบุว่า “นี่เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” ขณะที่ ส.ส. อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ กล่าวว่า การกระทำนี้ “ชัดเจนว่าเข้าข่ายถอดถอน”

แม้ผู้สนับสนุนทรัมป์บางส่วนจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจ เช่น ชาร์ลี เคิร์ก ที่โพสต์บน X ว่า “อเมริกายืนอยู่ข้างประธานาธิบดีทรัมป์” แต่บางราย เช่น สตีฟ แบนนอน แสดงความกังวลว่าฐานเสียงสายอนุรักษนิยมอาจไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปพัวพันสงครามต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ทรัมป์ชี้แจงเพิ่มเติม

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านที่เผยแพร่โดยสื่อ Nour News ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 430 คน และบาดเจ็บกว่า 3,500 คนในอิหร่าน นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการ ขณะที่ในอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตจากขีปนาวุธของอิหร่านแล้ว 24 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 1,200 คน

สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน ขณะที่นานาชาติจับตาด้วยความกังวลต่อความเสี่ยงที่จะขยายเป็นสงครามในวงกว้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...