OPEC+ เพิ่มกำลังผลิตน้ำมันล้นตลาด โอกาสของหุ้นกลุ่มไหน?
The Bangkok Insight
อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 00.42 น. • The Bangkok InsightOPEC+ เพิ่มกำลังผลิตน้ำมันล้นตลาด หุ้นกลุ่มไหนได้-เสีย จากแนวโน้มราคาน้ำมัน
หลังจากช่วงเวลาแห่งการควบคุมอุปทานเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้ทรงตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกนั้นยืดเยื้อมาหลายเดือน ล่าสุดมีรายงานข่าวว่ากลุ่มพันธมิตร OPEC+ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ นำโดยซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ด้วยการประกาศเพิ่มกำลังผลิตถึง 548,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนสิงหาคม 2568 ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ 411,000 บาร์เรลต่อวัน
การเร่งเดินเกมนี้สะท้อนให้เห็นว่า OPEC+ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาส่วนแบ่งตลาด มากกว่าการพยุงราคาอย่างที่เคยเป็นมา พร้อมกับส่งสัญญาณว่าผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เชื่อมั่นว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ทว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะในขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวมกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเดียวกัน ส่งผลให้ตลาดเริ่มเผชิญภาวะ “น้ำมันล้นตลาด” (Oversupply) ซึ่งมีแนวโน้มกดดันราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาคือการปรับตัวของตลาดพลังงานในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Petrochemical Spreads) ตลอดจนผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบเหล่านี้
หุ้นกลุ่มไหนได้-เสีย จากแนวโน้มราคาน้ำมัน
การเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน จังหวะนี้ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจากอุปทานล้นที่อาจฉุดราคาน้ำมันให้แกว่งลงแรง ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ บล. กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า การที่ OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิต เพราะยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่อยู่ในเกณฑ์ดี และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ค่อนข้างต่ำ
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกันก็มี Downside ต่ออุปทานที่อาจเกิดขึ้น 2 ประการ ได้แก่
1. ความไม่แน่นอนของอุปทานจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล อาจส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
2. จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับสมมติฐานของ บล.กสิกรไทย สำหรับปี 2568 ที่ 67 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สมมติฐานราคาน้ำมันของ บล.กสิกรไทย สะท้อนราคาน้ำมันที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ ล่าสุดอยู่ที่ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้น จึงคงประมาณการราคาน้ำมันสำหรับปี 2568 เอาไว้เช่นเดิม
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกรณีนี้ คือ PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาหุ้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าบริษัทที่เป็น pure-play พลังงาน จากโครงสร้างธุรกิจที่มีความครบวงจร
อีกทั้งหุ้น IVL หรือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากธุรกิจ PET/PTA ของบริษัทในสหรัฐ จะได้รับการปกป้องจากภาษีตอบโต้ของทรัมป์
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หุ้นพลังงานในช่วงนี้ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของตลาด อยู่ในภาวะอุปทานล้น ทั้งตลาดน้ำมันดิบ และตลาดปิโตรเคมี ขณะเดียวกันคาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่น จะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงตามฤดูกาล หลังจากจุดสูงสุดในฤดูร้อนระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'โกลด์แมน แซคส์' คาด 'โอเปคพลัส' เพิ่มผลิตน้ำมัน 4.1 แสนบาร์เรล/วัน ส.ค. นี้
- 7 ชาติสมาชิก 'โอเปคพลัส' เตรียมลดผลิตน้ำมัน ชดเชยผลิตเกินโควตา
- 'สหรัฐ' คาด 'ตลาดน้ำมันโลก' จ่อเผชิญภาวะขาดแคลนปี 68 เหตุ 'โอเปคพลัส' ขยายเวลาลดผลิต
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg