โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้า หั่นจีดีพีปี68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่ออิ๊งค์อยู่ยาว หวังฟื้นคะแนนนิยม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 06.16 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 06.16 น.

หอการค้า หั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่อนายกฯ อยู่ยาวถึงสิ้นฟื้นคะแนนนิยม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ทั้งปี 2568 ลงเหลือ 1.7% จากเดิม 3% เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่เหลือนี้ ส่วนการส่งออกออก คาดว่าจะโตที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้อ 0.5% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 87.4% โดยแบ่งการประเมินไว้หลักๆ เป็นกรณีฐาน (Base Case) ภาษีสหรัฐเก็บจากสินค้าไทยที่ระดับ 15-20% ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านคลี่คลายได้เร็ว ความตึงเครียดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายได้เร็วเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 50% ในปี 2568 และนายกรัฐมนตรียังในตำแหน่งตลอดปี 2568 ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 55%

“หากนายกฯ ออกตอนนี้ อาจไม่สามารถพลิกฟื้นคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาได้ แต่หากอยู่ต่อสามารถแก้ไขปัญหาชายแดน และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยน่าจะเหมาะสมในการประกาศเลือกตั้งอีกครั้ง พรรคเพื่อไทยจึงต้องการเป็นแกนนำและดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งความสำคัญคือ การนัดชุมนุมวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะมีการชุมนุมมากน้อยเท่าใด สั่นคลอนคะแนนนิยมขนาดไหน รวมถึงคำสั่งของศาลว่าจะตัดสินนายกฯ ในการหยุดปฏบิติหน้าที่หรือไม่ รองนายกฯ อาจเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ภายใต้นายกฯ ยังเป็นคนเดิม งบประมาณจะสามารถขับเคลื่อนได้ต่อ รัฐบาลยังไม่ได้นำพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เข้าสภาเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หมายความว่ารัฐบาลสามารถทำงานและเคลื่อนนโยบายทางการเมืองได้ต่อ แต่ต้องดูแรงกดดันทางการเมืองว่าจะเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงอย่างไรด้วย” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทำให้การส่งออกไทยมีความท้าทายรออยู่ เพราะแม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ตัวเลขการส่งออกก็อาจถูกจำกัดให้เติบโตในระดับต่ำได้ ทำให้ความสำเร็จของการเจรจาจะเป็นตัวกำหนดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งไทยยังเผชิญสินค้าจีนไหลทะลักเข้ามา เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าจากจีน บวก 30% ขณะที่จีนส่งสินค้าไปสหรัฐ ลบ 34.5% สัดส่วนการส่งออกจากจีนมายังอาเซียน บวก 18.5% ภาคการผลิตสินค้าฟื้นตัวช้ากว่าการส่งออก กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ ซ้ำยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคาและสินค้าราคาจากจีน การลงทุนเอกชนติดลบ สะท้อนความเชื่อมั่นเปราะบาง ปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดัน

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างกัมพูชา-ไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีการค้าขายชายแดนให้กับกัมพูชา อยู่ประมาณ 400 ล้านบาทต่อวัน จากการปิดด่านทั้งหมด หากกินเวลาลากไปถึง 1 เดือน จะมีผลกระทบทำให้สูญเสียเม็ดเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท หากคลี่คลายได้เร็ว จะเป็นผลดีที่สุด โดยผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน กรณีไทยส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาไม่ได้ กระทบกับ 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าส่งออก 32,740 ล้านบาท 2.ยานพาหนะและชิ้นส่วน มูลค่าส่งออก 18,570 ล้านบาท และ 3.เคมีภัณฑ์และปุ๋ย มูลค่าส่งออก 15,309 ล้านบาท กรณีไทยนำเข้าสินค้ามาจากกัมพูชาไม่ได้ กระทบ 3 กลุ่มเช่นกัน ได้แก่ 1.โลหะและเศษโลหะ มูลค่านำเข้า 8,189 ล้านบาท 2.มันสำปะหลัง มูลค่านำเข้า 7,286 ล้านบาท และ 3.ผลิตภัณฑ์โลหะ มูลค่านำเข้า 4,919 ล้านบาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอการค้า หั่นจีดีพีปี68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่ออิ๊งค์อยู่ยาว หวังฟื้นคะแนนนิยม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...