หอการค้า หั่นจีดีพีปี68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่ออิ๊งค์อยู่ยาว หวังฟื้นคะแนนนิยม
หอการค้า หั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่อนายกฯ อยู่ยาวถึงสิ้นฟื้นคะแนนนิยม
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ทั้งปี 2568 ลงเหลือ 1.7% จากเดิม 3% เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่เหลือนี้ ส่วนการส่งออกออก คาดว่าจะโตที่ 2.5% อัตราเงินเฟ้อ 0.5% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 87.4% โดยแบ่งการประเมินไว้หลักๆ เป็นกรณีฐาน (Base Case) ภาษีสหรัฐเก็บจากสินค้าไทยที่ระดับ 15-20% ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านคลี่คลายได้เร็ว ความตึงเครียดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายได้เร็วเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 50% ในปี 2568 และนายกรัฐมนตรียังในตำแหน่งตลอดปี 2568 ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 55%
“หากนายกฯ ออกตอนนี้ อาจไม่สามารถพลิกฟื้นคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาได้ แต่หากอยู่ต่อสามารถแก้ไขปัญหาชายแดน และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยน่าจะเหมาะสมในการประกาศเลือกตั้งอีกครั้ง พรรคเพื่อไทยจึงต้องการเป็นแกนนำและดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งความสำคัญคือ การนัดชุมนุมวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะมีการชุมนุมมากน้อยเท่าใด สั่นคลอนคะแนนนิยมขนาดไหน รวมถึงคำสั่งของศาลว่าจะตัดสินนายกฯ ในการหยุดปฏบิติหน้าที่หรือไม่ รองนายกฯ อาจเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ภายใต้นายกฯ ยังเป็นคนเดิม งบประมาณจะสามารถขับเคลื่อนได้ต่อ รัฐบาลยังไม่ได้นำพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เข้าสภาเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หมายความว่ารัฐบาลสามารถทำงานและเคลื่อนนโยบายทางการเมืองได้ต่อ แต่ต้องดูแรงกดดันทางการเมืองว่าจะเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงอย่างไรด้วย” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทำให้การส่งออกไทยมีความท้าทายรออยู่ เพราะแม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ตัวเลขการส่งออกก็อาจถูกจำกัดให้เติบโตในระดับต่ำได้ ทำให้ความสำเร็จของการเจรจาจะเป็นตัวกำหนดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งไทยยังเผชิญสินค้าจีนไหลทะลักเข้ามา เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าจากจีน บวก 30% ขณะที่จีนส่งสินค้าไปสหรัฐ ลบ 34.5% สัดส่วนการส่งออกจากจีนมายังอาเซียน บวก 18.5% ภาคการผลิตสินค้าฟื้นตัวช้ากว่าการส่งออก กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ ซ้ำยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคาและสินค้าราคาจากจีน การลงทุนเอกชนติดลบ สะท้อนความเชื่อมั่นเปราะบาง ปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดัน
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างกัมพูชา-ไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีการค้าขายชายแดนให้กับกัมพูชา อยู่ประมาณ 400 ล้านบาทต่อวัน จากการปิดด่านทั้งหมด หากกินเวลาลากไปถึง 1 เดือน จะมีผลกระทบทำให้สูญเสียเม็ดเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท หากคลี่คลายได้เร็ว จะเป็นผลดีที่สุด โดยผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน กรณีไทยส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาไม่ได้ กระทบกับ 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าส่งออก 32,740 ล้านบาท 2.ยานพาหนะและชิ้นส่วน มูลค่าส่งออก 18,570 ล้านบาท และ 3.เคมีภัณฑ์และปุ๋ย มูลค่าส่งออก 15,309 ล้านบาท กรณีไทยนำเข้าสินค้ามาจากกัมพูชาไม่ได้ กระทบ 3 กลุ่มเช่นกัน ได้แก่ 1.โลหะและเศษโลหะ มูลค่านำเข้า 8,189 ล้านบาท 2.มันสำปะหลัง มูลค่านำเข้า 7,286 ล้านบาท และ 3.ผลิตภัณฑ์โลหะ มูลค่านำเข้า 4,919 ล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอการค้า หั่นจีดีพีปี68 เหลือโต 1.7% เซ่นพิษความเสี่ยงทั่วโลก เชื่ออิ๊งค์อยู่ยาว หวังฟื้นคะแนนนิยม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th