โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชารับศึกสองด้าน ดึงแรงงานกลับ–เศรษฐกิจยังเปราะบาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 23.35 น.

กัมพูชา มีเป้าหมายเติบโตถึง 6.3% ในปีประมาณ 2025 ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ซึ่งถือเป็นปีที่สองของการบริหารประเทศเต็มรูปแบบ ฮุน มาเนต ประกาศผ่านสารในโอกาสวันแห่งการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระดับชาติครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ว่า เศรษฐกิจกัมพูชากำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า GDP จะเพิ่มเป็น 5.139 หมื่นล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มเป็น 2,924 ดอลลาร์ จาก 2,713 ดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ท่ามกลางบริบทโลกที่ไม่แน่นอน

ผู้นำกัมพูชาย้ำว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และต้องฉวยโอกาสนี้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเพิ่มการบูรณาการในระดับภูมิภาคและโลก โดยมีสันติภาพระยะยาวและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กัมพูชากำลังยืนอยู่ที่จุดเปลี่ยน เราต้องคว้าโอกาสทองนี้ไว้ในการเดินหน้าสู่การเป็นอุตสาหกรรม เพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและโลก

เซือน แซม (Seun Sam) นักวิเคราะห์นโยบายแห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา กล่าวชื่นชมรัฐบาลกัมพูชาในการรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไว้ได้ แต่เตือนว่าการรักษาการเติบโตระดับ 6.3 % ในปี 2025 จำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์และความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

Khmer Times รายงานว่า เขาระบุถึงกัมพูชาว่า เเม้จะมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการฟื้นตัวจากโควิด-19 และขยายฐานเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีปัจจัยภายนอกและระดับภูมิภาคหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการเติบโตของประเทศ

เซือน แซม (Seun Sam) นักวิเคราะห์นโยบายแห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา กล่าวชื่นชมรัฐบาลกัมพูชาในการรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไว้ได้ แต่เตือนว่าการรักษาการเติบโตระดับ ร้อยละ 6.3 ในปี 2025 จำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์และความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในระดับโลกและภูมิภาค

ให้สัมภาษณ์กับ Khmer Times เขาระบุว่า แม้กัมพูชาจะมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการฟื้นตัวจากโควิด-19 และขยายฐานเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีปัจจัยภายนอกและระดับภูมิภาคหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการเติบโตของประเทศ

ในมุมมองของผม การรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ ร้อยละ 6.3 ในปี 2025 นั้นไม่ง่าย เพราะเรากำลังเผชิญกับปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อ และล่าสุด ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ยังไม่เสถียร ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ทั่วโลก

เขายังระบุว่า กัมพูชาอาจเผชิญกับอุปสรรคในความสัมพันธ์กับประเทศไทย ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญ และเป็นผู้ซื้อสินค้าเกษตรรายใหญ่ของกัมพูชา

การค้าระหว่างกัมพูชากับไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของเรา แต่การแข่งขันในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นและความตึงเครียดทางการเมือง อาจก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่ ๆ

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การเติบโตระดับ 6.3% ยังสามารถบรรลุได้ หากกัมพูชามุ่งเสริมสร้างการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะการแปรรูปสินค้าเกษตรภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างงาน และลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว เเละยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำการประเมินความต้องการอาหารในระดับท้องถิ่นอย่างละเอียด เช่น ผัก ปลา และเนื้อสัตว์ในแต่ละตำบลหรือจังหวัด เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างการจ้างงานในประเทศ

เศรษฐกิจกัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และการฟื้นตัวบางส่วนของการบริโภคภาคเอกชน ตามรายงานล่าสุดของธนาคารโลก “Cambodia Country Economic Update”

รายงานคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลงเหลือ 4.0 % ในปี 2025 และ 4.5 % ในปี 2026 เนื่องจากต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายนอกและภายในประเทศ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน พลวัตทางการค้า ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่อง และเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น

การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากกัมพูชาต้องการรักษาการเติบโตและการจ้างงาน ด้วยการก้าวข้ามการพึ่งพาการก่อสร้างและการส่งออกเสื้อผ้า และหันไปส่งเสริมการผลิตและบริการที่มีมูลค่าสูง กัมพูชาจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินอยู่ได้ดีขึ้น

ในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกของกัมพูชาเพิ่มขึ้น 11.6 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นำโดยเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าเดินทาง และจักรยาน นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น 16.1% แต่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด

ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร ยานพาหนะ และเสื้อผ้า เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของการใช้จ่ายในครัวเรือน

ด้านต่างประเทศ การส่งเงินกลับประเทศของแรงงานและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการขาดดุลการค้าที่ขยายตัว เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 2.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปริมาณเงินโดยรวมเพิ่มขึ้น 19.0 % เมื่อเทียบรายปี แสดงให้เห็นถึงภาวะการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจ

อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นเป็น 3.7 % ส่วนหนึ่งเนื่องจากราคาอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธนาคารเผชิญกับปัญหา หนี้เสีย (NPLs) ที่เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของเสรีภาพทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนที่ถูกจำกัด รายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า ปี 2024 มีนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน และฝ่ายค้านหลายรายถูกดำเนินคดี ขณะที่พรรค CPP ของฮุน มาเนต พยายามสร้างความชอบธรรมผ่านผลงานด้านเศรษฐกิจและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของกัมพูชาเริ่มเห็นผลชัดเจน โดยค่อย ๆ กระจายออกจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เคยเป็นรายได้หลัก ไปสู่ภาคการผลิตอื่น ๆ และบริการ เช่น การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิน 6 ล้านคนในปีนี้

ขณะเดียวกัน การที่กัมพูชากำลังจะพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี 2029 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ จะทำให้ประเทศสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าและการเงินแบบผ่อนปรน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ส่งออก และตำแหน่งงาน

แบบจำลองของ UNDP ประเมินว่า หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน การส่งออกอาจลดลง 2.4% ในปี 2030 GDP จะหดตัว 2% และอาจสูญเสียงานกว่า 168,000 ตำแหน่ง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานในประเทศเพื่อรองรับแรงงานที่อาจไหลกลับจากต่างประเทศ เช่น ไทย

ล่าสุด นายเฮง ซัวร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและฝึกอบรมอาชีวศึกษาของกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชาพร้อมอ้าแขนรับแรงงานที่ต้องการเดินทางกลับจากประเทศไทย โดยระบุว่ามีตำแหน่งงานว่างมากกว่า 230,000 อัตราทั่วประเทศ และได้จัดตั้งศูนย์จัดหางานเคลื่อนที่บริเวณชายแดนเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานกลับถิ่น พร้อมจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาเพื่อให้แรงงานเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ทันที

แม้จะมีความพยายามรองรับแรงงานกลับอย่างชัดเจน แต่รายงานของธนาคารโลกและนักวิเคราะห์จากราชบัณฑิตยสถานกัมพูชายังเตือนว่า แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะที่เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มผลิตภาพ การแปรรูปสินค้าเกษตรในประเทศ และการลดการพึ่งพาแรงงานนอกระบบ

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในมิติแรงงานยังมีความสำคัญสูง ทั้งในแง่ที่ไทยเป็นแหล่งจ้างงานหลักของแรงงานกัมพูชาหลายแสนคน และในฐานะตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ หากการดึงแรงงานกลับประเทศไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีพอ อาจส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจในประเทศและต่อความสัมพันธ์กับไทย

เศรษฐกิจที่เติบโตแต่สังคมที่ยังเปราะบาง ทำให้การปฏิรูปเชิงสถาบันกลายเป็นประเด็นสำคัญ พรรค CPP อาจถือโอกาสจากการที่ฝ่ายค้านอ่อนแอ เร่งปรับระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการแข่งขันในยุคใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...