โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” แนะผู้ส่งออกรับมือ “เงินบาท” ชี้แข็งค่าทุก 1% กระทบรายได้ 1 แสนล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 24 ก.ย 2567 เวลา 08.42 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (24 ก.ย.67) มองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทค่อนข้างผันผวนนับจากต้นปี 2567 โดยเริ่มต้นปีด้วยการทยอยอ่อนค่าไปแตะระดับ 37.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2567 (ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือนครึ่งในเวลานั้น) ท่ามกลางจังหวะที่ตลาดมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งน่าจะทำให้เฟดเลื่อนเวลาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป

กอปรกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศของไทยที่ยังอ่อนแอ กระตุ้นให้มีกระแสเงินทุนไหลออกจากทั้งในส่วนของตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย สถานการณ์เงินบาทเริ่มพลิกผันกลับมาแข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 จนทะลุแนว 34.00 บาท ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 13 เดือนที่ 33.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในเดือนสิงหาคม 2567 หลังประธานเฟดส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 นโยบาย หลังข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ เริ่มมีภาพอ่อนแอลง

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าและสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกทางหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น หรือประมาณ 1-2 เดือนจากนี้ มองว่า หาก Sentiment ของเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนแอจากเรื่องแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงมีต่อเนื่อง อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้ (คาดการณ์โดยสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคาร กสิกรไทย)

โดยตลาดคาดการณ์ว่า เฟด น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงทุกรอบการประชุม FOMC ใน 3 รอบการประชุมที่เหลือของปีนี้ ประมาณ 0.75-1.00% เทียบกับโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ในขณะนี้ตลาดคาดการณ์ว่า อาจเกิดขึ้น ประมาณ 1 ครั้งในปีนี้

ด้านปัจจัยในประเทศ แม้จะมีภาพเป็นบวกมากขึ้นเมื่อมีทีมรัฐบาลชุดใหม่ ควบคู่วิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่ชัดเจน แต่ต้องรอบทสรุปอย่างเป็นทางการของนโยบายรัฐบาลใหม่ และการให้รายละเอียดในทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นทิศทางค่าเงินบาทในช่วงท้ายปี 2567 จึงยังมีโอกาสแกว่งตัวตามสถานการณ์และข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเข้ามาเพิ่มเติม

โดยอาจมีการปรับฐานเป็นบางช่วง ทำให้คาดการณ์ว่าเงินบาทจะปิดปี 2567 ที่ประมาณ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ (ปรับจากคาดการณ์เดิมที่มองไว้ที่ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ภายใต้สมมติฐานเดิมที่มองว่าเฟดอาจเริ่มลด 3 ดอกเบี้ยช้า)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทุกๆ 1% อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.50% ของ Nominal GDP

ทั้งนี้ แม้สภาวะเงินบาทที่ผันผวนจะไม่กระทบกลไกการตั้งราคาสินค้าส่งออกที่มักจะอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ฯ มากนัก แต่คงต้องยอมรับว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการ โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่มีรายได้ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ เพราะจะทำให้รายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นรายได้สกุลเงินบาทลดลง ซึ่งผลกระทบจะยิ่งชัดเจนขึ้นในกรณีที่ผู้ส่งออกดังกล่าว พึ่งพิงวัตถุดิบจากในประเทศเป็นหลัก (สัดส่วน Import Content ต่ำ) เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถ ใช้กลไก Natural Hedge เพื่อบรรเทาผลกระทบได้ตัวอย่างธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ ยางและพลาสติก รถยนต์ และการผลิตอาหาร

นอกเหนือจากทิศทางเงินบาทแข็งค่าจะกลับมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อรายได้ของผู้ส่งออกใน จังหวะเข้าสู่ High Season ของการส่งออกไทยในไตรมาส 3 แล้วนั้น อีกประเด็นที่น่ากังวล เช่นกัน คือ ความผันผวนของค่าเงินที่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และ การเมืองระหว่างประเทศที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

ความผันผวนของค่าเงินดังกล่าว ปรากฏขึ้นทั้งกรณีเงินบาท เทียบกับสกุลเงินหลักต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นดอลลาร์ฯ เยน ยูโร และหยวน โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เงินเยน และเงินหยวนมีระดับความผันผวนของค่าเงินนับจากต้นปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปีก่อนโควิด (ปี 2558-2562) ซึ่งหากพิจารณาคู่กับสัดส่วนการชำระเงินสกุลต่างๆ เทียบกับมูลค่า 4 ส่งออกและนำเข้ารวมนั้น จะเห็นว่าการส่งออก-นำเข้าด้วยสกุลเงินหยวน มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่ค้าขายในสกุลเงินหยวนจำเป็นต้องตื่นตัวต่อความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน แม้เงินดอลลาร์ฯ จะลดบทบาทลงในการชำระเงินด้านการค้าระหว่าง ประเทศแต่ยังมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 75.3% กรณีชำระเงินค่าสินค้าออก และ 80.40% กรณีชำระเงินค่าสินค้าเข้า ณ ไตรมาส 2/2567 ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ทำธุรกรรมสกุลเงินดอลลาร์ฯ ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน

สุดท้ายนี้ เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตามความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก-ผู้นำเข้า ที่มีรายรับ-รายจ่ายในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ จึงต้องให้ ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เช่น Forward, Options, Futures นอกจากนี้ควรกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการให้เหนือคู่แข่ง เลือกใช้เงินสกุล ท้องถิ่น (Local Currency) ตลอดจนบริหารจัดการรายได้และต้นทุน และลดความเสี่ยงจาก FX ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น Natural Hedge หรือ Foreign Currency Deposits (FCD) เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...