สุดทาง "มัลลิกา-ชัยวัฒน์-อนุชา" เบื้องหลัง "ปราชัย" สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.
แม้ “ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จะโชว์ฟอร์มโหด ชนะสถิติตัวเอง ที่เคยทำไว้ เมื่อครั้งนั่งตำแหน่งพ่อเมือง กทม. จากเดิมได้ 1,386,215 เสียง ครั้งนี้กวาด 1,444,914 คะแนน เพิ่มขึ้น 58,699 คะแนน “ลอยลำ” เหนือคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย และถือเป็นความสำเร็จของรูปแบบการหาเสียงแนวใหม่ คือ ไม่มีโปสเตอร์ ไม่โต้ตอบ ถึงถูกโจมตีเรื่อง ”ระบบอากง” จนเกือบเสียอาการไประยะหนึ่ง แต่ไม่สามารถ “กด” ความนิยมส่วนตัวของคนเมืองหลวง ที่มีต่อ ผู้ว่าฯ กทม.คนนี้ ได้เลย จึงไม่แปลกที่บทสรุปของผลโพลทุกสำนักจะนำโด่งตั้งแต่ต้น จนโค้งสุดท้าย
ขณะที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เอาชนะทิ้งคู่แข่งได้แบบ “เทกระจาด” แต่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ คะแนนเสียง ลำดับ 2 ของ “ดร.ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข" ซึ่งท้าชิงในนามอิสระ โชว์เหนือ ได้ 288,171 คะแนน เอาชนะสองหนุ่ม “ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” จากค่ายส้ม พรรคประชาชน ซึ่งได้ 176,934 คะแนน และ “เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี ค่ายฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ 101, 819 คะแนน
“ดร.ติ่ง” มัลลิกา ไม่ใช่หน้าใหม่ทางการเมือง แต่เคยลงสมัคร สส. ไม่ได้รับเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง จัดอยู่ในสาย “แซ่บ” เมื่อกระโจนลงสนามเลือกตั้ง กทม. จึงไม่ใช่คนไร้ต้นทุน กอรปกับในช่วงที่ห่างหายจากวงการการเมือง และหันไปจับธุรกิจเครื่องสำอาง ถือเป็นดาว “Tik Tok” ตัวแม่ มีหลายชาเนล ในชื่อ ดร.มัลลิกา เคยถูกปิดไปหลายครั้ง แต่ก็มาเปิดช่องใหม่ เช่น ดร.มัลลิกา ช่อง 1 มีผู้ติดตาม 384.1 k มีผู้กดไลค์ 6.9 M และมักใช้เวลาไลฟ์สดอยู่บนแฟลตฟอร์มออนไลน์ วันละไม่ต่ำกว่า 5-7 ชั่วโมง ไม่ยกเว้นแม้แต่ในช่วงการลงพื้นที่หาเสียง
ในโลกการเมือง หากเปรียบกับคนอื่น ๆ ติ่ง “มัลลิกา” อาจไม่ใช่ดาวฤกษ์ แต่สำหรับบทบาทด้านการตลาด “เจ้าแม่ออนไลน์” เมื่อจับคู่ไลฟ์สดขายสินค้าในนาม TikTok Affiliate ร่วม “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” และ “แทค” ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม โดยมีการนำเสนอด้วยลีลาบ้าน ๆ ฮา ๆ ทั้ง เต้น พูดคุย พูดอำ ระหว่างการขาย เคยเรียกยอดขายกระจายมาแล้ว จนกลายเป็น “ขวัญใจ”ของคนในโลกโซเซียล ตั้งแต่เมื่อครั้งไลฟ์ขายผักกระเฉด แคปหมู ใส้อั่ว ฯลฯ
“สงสมัครในนามอิสระ แถมได้อันดับ 2 นี่สุดยอดแล้วนะครับ คะแนนก็เยอะเกินคาด”
“บ้านฉัน 3 เสียงนี้เพื่อเธอ”
“คิดถึงเสียงด่า เสียงหัวเราะทุกบรรยากาศของการหาเสียง ที่พาชาวเนตไปด้วยทุกทาง เป็นกำลังใจ”
เป็นคอมเม้นท์ของ FC หลัง “ดร.ติ่ง” มัลลิกา ประกาศขอบคุณทุกคะแนนเสียง และยินดีกับผู้ชนะ
ด้วยบุคลิกและภาพลักษณ์ส่วนตัวที่ชัดเจน ทั้งวิธีการหาเสียง ความสามารถในการสื่อสารทางการเมืองที่ตรงไป-ตรงมา เข้าถึงคนกรุงเทพฯ ได้มากกว่า ไลฟ์สดทุกจุดที่ลงพื้นที่ ไม่ได้ที่ 1 ได้ลำดับ 2 ปราชัย แต่เอาชนะคู่แข่งจาก 2 พรรคการเมืองได้ก็ถือว่า ชนะในศึกเลือกตั้งแล้ว หลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ “ติ่ง” มัลลิกา ประกาศไม่ลงชิง ผู้ว่าฯ กทม.อีก แต่จะเดินหน้าต่อยอดธุรกิจที่เคยทำ
ต่างจาก “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ พรรคประชาชน ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนเมืองหลวงมากนัก หากเปรียบเทียบกับ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.เมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดย“พรรคส้ม” ก้าวไกล มีคะแนนเป็นลำดับ 3 ด้วย 253,938 เสียง แพ้ผู้สมัครอิสระ “ชัชชาติ” และ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” จากประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนน 254,723 เสียง ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ พรรคส้มอาจต้องกลับไปทบทวน แม้ครั้งนี้ จะได้จำนวนเก้าอี้ ส.ก. ถึง 22 เขตก็ตาม
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. ผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯ กทม. และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กความว่า คะแนนการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่พรรคประชาชนได้รับในครั้งนี้ ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่อ้อมค้อมเลยว่า เป็นคะแนนที่สะท้อน “คำติติง” จากชาวกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อพรรคประชาชนอย่างชัดเจนมาก
“ชัดเจนเหมือนคุณครูเรียกนักเรียนคนหนึ่งเข้าไปตักเตือน ในห้องพักครูด้วยความหวังดี…ทุกอย่างเป็นผลจากการตัดสินใจ การเตรียมตัว และการวางแผนของพรรค ที่ยังไม่ดีพอ ผลคะแนนครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ต้องการเห็นพรรคประชาชนเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ ทำการบ้านให้ละเอียด ตั้งใจและพิถีพิถันให้มากกว่านี้ ทำการเมืองเชิงความคิดร่วมกับภาคประชาชน ใส่ใจมากกว่านี้ …ต้องมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน หนักแน่น และสมกับความไว้วางใจที่ประชาชนเคยมอบให้”
วิโรจน์ ย้ำว่า ต้องขอโทษประชาชนทุกท่านจากใจจริง ที่ทำให้หลายท่านผิดหวัง ขอน้อมรับคำติติงนี้โดยไม่มีข้อแก้ตัวและจะนำไปเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อเร่งแก้ไข ปรับปรุง และทำให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่คู่ควรกับความไว้วางใจของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ทั้งพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ไม่มี “ตัวเลือก” ที่สดและใหม่มากกว่านี้ “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ โปรไฟล์ดี แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักของคน กทม. มากนัก ไม่มียุทธศาสตร์การเสียง การลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง การเข้าหาชาวบ้านไม่โดดเด่น การสื่อสารทางการเมืองไม่ชัดเจน ภาพลักษณ์และบุคลิกเป็นนักวิชาการการเมืองมากกว่าเป็น สส. ไม่ลุย เข้าไม่ถึงคน กทม.ต่างจากการสื่อสารของ “ดร.ชัชชาติ”และ “ดร.มัลลิกา” นอกจากนี้ การไม่มีป้ายหาเสียงแสดงตัวตน ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ชาวบ้าน ไม่จดจำ จะเห็นได้ว่า ผลคะแนนการเลือกตั้งระดับเขตของ ดร.โจ ไม่มีเขตไหนได้ที่ 1 และ 2 แม้แต่เขตเดียว
ขณะที่ค่ายฟ้า “ประชาธิปัตย์” ซึ่งอยู่ในช่วงการฟื้นฟูพรรคฯ ส่ง “เจมส์” อนุชา ลงสู้ได้คะแนนทะลุหลักแสน และยังรักษาฐานเสียง ส.ก. ไว้ได้ 8 เขต แต่คาดการณ์ว่า ทั้ง “สกลธี ภัทธิยกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชป. ในฐานะเที่คยเป็นอดีตรอง ผู้ว่าฯ กทม. และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร
การส่งตัวแทนลงสมัคร ผู้ว่าฯ กทม. นอกจากจะเป็นการรักษาฐานเดิม และการนำข้อมูลใหม่จากการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. มาประเมินสถานการณ์การต่อสู้ เพื่อจัดทัพและปรับยุทธศาสตร์การเมืองของประชาธิปัตย์ ทั้งในสนาม กทม.และการเลือกตั้งระดับชาติ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
หลัง “สกลธี” และ “เจมส์” อนุชา โพสต์ข้อความ “กราบขอบคุณทุกคะแนนเสียง” แฟนคลับของค่ายสีฟ้า ต่างก็คอมเมนต์เข้ามาให้กำลังใจหนาแน่น
“สู้กันต่อไป อย่าหมดกำลังใจ จะสนับสนุนพรรคต่อไป “ หรือ “ทุก ๆ ความพยายามอาจไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร อย่างน้อยได้พยายามแล้ว”
สนามเลือกตั้ง กทม. ปี 2569 ปิดฉากแล้ว นับจากนี้คงต้องจับตาดูทำงานของ “ดร.ชัชชาติ” พ่อเมือง กทม. รอบที่ 2 จะมีสิ่งอื่นใดมานำเสนอต่อคนเมืองหลวงอีกหรือไม่ ..สำหรับผู้ปราชัย หากจะสู้ต่อในยกหน้า คงต้องย้อนกลับไปทบทวนบทเรียน !!!
อ่านข่าว
นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต
TG ยันลูกเรือลอบขนเฮโรอีนเป็น "เรื่องส่วนตัว" พร้อมร่วมมือออสเตรเลียเต็มที่