สรรพากรขยายฐานภาษี 1 แสนราย ปีนี้เจาะกลุ่ม 'ขายออนไลน์–ฟรีแลนซ์'
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2568 กรมสรรพากรให้ความสำคัญกับการขยายฐานภาษีไปยังผู้เสียภาษีรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่ประกอบกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดา กลุ่มผู้ขายสินค้าออนไลน์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ และผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ ซึ่งหากมีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้ถูกต้อง
จากสถิติการดำเนินงานสำรวจเพื่อขยายฐานภาษีในช่วงปีงบประมาณ 2566–2568 พบว่า การจัดเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนผู้ยื่นแบบและยอดเงินภาษีที่จัดเก็บได้ ดังนี้
- ปีงบประมาณ 2566 มีผู้เสียภาษีรายใหม่จำนวน 137,089 ราย คิดเป็นเงินภาษีรวมกว่า 2,410 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2567 จำนวนผู้เสียภาษีรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 140,133 ราย และสามารถจัดเก็บภาษีได้ 2,444 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2568 จำนวนผู้เสียภาษีรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 170,841 ราย
“จำนวนผู้เสียภาษีรายใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 21.91% ส่งผลให้ยอดภาษีที่ชำระเพิ่มขึ้นเป็น 4,560 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 86.58% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์”
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า แม้ภาพรวมจำนวนผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีนี้ยังอยู่ในระดับประมาณ 11–12 ล้านคน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นได้ชัดว่า กรมสามารถขยายฐานผู้เสียภาษีรายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละนับแสนราย ซึ่งช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี และช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลในระยะยาว
สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2568 ซึ่งเริ่มยื่นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ สามารถยื่นได้ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.thจนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 ส่วนการยื่นแบบด้วยกระดาษ สามารถยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาใกล้บ้าน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นแบบออนไลน์เพิ่มเติม โดยสามารถยื่นผ่านระบบอี-ไฟลิง และระบบ “ดี-มาย แท็กซ์” ซึ่งเป็นการรวมบริการด้านภาษีไว้ในแพลตฟอร์มเดียว รองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยให้กระบวนการพิจารณาคืนภาษีดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อธิบดีกรมสรรพากรระบุว่า ผู้เสียภาษีที่มีประวัติการยื่นแบบถูกต้อง ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขการประเมินความเสี่ยงของกรม และขอรับเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน คาดว่าจะได้รับเงินคืนภาษีภายใน 7 วัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ต้องมีการขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง อาจใช้เวลาคืนภาษีนานขึ้น เนื่องจากกรมต้องเพิ่มความรอบคอบในการป้องกันการขอคืนภาษีอันเป็นเท็จ