อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้?
มูลค่าตลาดรวมของภาคอสังหาฯ ไทย คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 860,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 8-9 ปี ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ก็น่าจะต่ำสุดในรอบ 10 ปี เช่นเดียวกับ ยอดการเปิดตัวโครงการใหม่ทั่วประเทศก็คาดว่า จะต่ำสุดในรอบ 20 ปี เหลือเพียงประมาณ 40,000 หน่วย
เช่นเดียวกับสินเชื่ออสังหาฯ ไทยที่คาดว่า จะติดลบเป็นปีที่ 2 เช่นกัน สะท้อนได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้กลาง-ต่ำ
โดยตลาดที่ซบเซาและสต็อกที่ล้นในปัจจุบันกำลังสร้างแรงกดดันให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ต่างๆ ดิ้นรนในการบริหารสภาพคล่อง (Cash Flow) ท่ามกลางคลื่นการครบกำหนดชำระหุ้นกู้ที่กำลังจะสาดซัดเข้ามา 1.4 แสนล้านบาทในปี 2569
อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบราว 10 ปี
อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดรวมของภาคอสังหาฯ ไทยจะลดลงเหลือประมาณ 860,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 8-9 ปี
ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ก็น่าจะต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยเหลือเพียงประมาณ 300,000 หน่วยต้นๆ เท่านั้น จากปกติเกือบ 400,000 หน่วย
เช่นเดียวกับการเปิดตัวโครงการใหม่ทั่วประเทศ ก็คาดว่า จะต่ำสุดในรอบ 20 ปี เหลือเพียงประมาณ 40,000 หน่วย (จากเคยสูงสุดกว่า 100,000 หน่วย) อย่างไรก็ตาม อิสระมองว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลง ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยลดอุปทาน (Supply) ส่วนเกินในตลาด และสะท้อนถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการ
สำหรับผลประกอบการหรือรายได้บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็อาจลดลง 10-40% โดยในบางบริษัทกำไรอาจลดลงมากกว่านั้น จนถึงขั้นขาดทุนได้
“แม้อสังหาฯ จะซบเซา แต่ช่วงรอยต่อปี 68-69 ถือเป็น ปีที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปี สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนระยะยาว สาเหตุเพราะราคาซื้อขายต่ำ ทำให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าในภาวะเศรษฐกิจดี อย่างไรก็ตาม ตลาดช่วงนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้เก็งกำไร เพราะตลาดไม่ได้มีการเติบโตหวือหวา” อิสระกล่าว
อสังหาฯ ไทยปี 2569 ‘ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด’ ยอดโอนจ่อติดลบต่อเนื่อง
กณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับ Perfect Storm หรือการหดตัวแทบทุกมิติและ Segment ส่วนในปี 2569 นี้ตลาดอสังหาฯ ไทยก็น่าจะหดตัวต่อเนื่อง และยังไม่ถึงจุดต่ำสุด (Bottom) ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
“ย้อนกลับไปในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวชี้วัดตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ‘หักหัวลง’ แทบทั้งหมด ทั้งฝั่งอุปสงค์ (Demand) เช่น ยอดขายและยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ และฝั่งอุปทาน (Supply) เช่น จำนวนยูนิตเปิดใหม่ก็หายไปเยอะ สำหรับในปีนี้ มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด (Bottom) โดยยังมีโอกาสลงได้อีก ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่คงไม่ลงหนักเท่าปีที่แล้ว” กณิศ กล่าว
Krungthai COMPASS เปิดประมาณการยอดโอน-ยอดเปิดยูนิตใหม่ปี 2569
โดยกณิศ คาดว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ซึ่งครองสัดส่วนตลาดอสังหาฯ ไทยราว 70-75%) จะยังคงหดตัวต่อเนื่องในปี 2569 โดยคาดว่า จะหดตัวราว -3% ถึง -5% หลังจากคาดว่า จะติดลบเกือบ 15% ในปี 2568
สำหรับในฝั่งอุปทาน (Supply) จำนวนยูนิตเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งปี 2568 คาดว่า จะอยู่ที่ประมาณ 36,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 80,000-90,000 ยูนิตต่อปี สำหรับปี 2569 กณิศ คาดว่า จำนวนยูนิตเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะใกล้เคียงปีที่ผ่านมาโดยอยู่ที่ราว 36,000 – 38,000 ยูนิตเท่านั้น
“ในปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาฯ ไทย เรียกว่า เผชิญกับ Perfect Storm หรือการหดตัวแทบทุก Segment ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ทำเลกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด และทุกระดับราคา ทั้งสูง กลาง และต่ำ สำหรับปีนี้ก็มองยากว่า กลุ่มใดจะฟื้นก่อน เนื่องจากแต่ละ Segment ยังมีแรงกดดันเฉพาะตัว” กณิศกล่าว
จับตาแนวโน้ม Rejection Rate
นอกจากนี้ กณิศยังกล่าว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ ในระยะหลังๆ จะเห็นว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ต่างๆ ออกมาพูดว่า อัตราดังกล่าวสูงขึ้น ตามสภาพเศรษฐกิจที่กระทบความสามารถในการกู้ของผู้บริโภค
ขณะที่ อิสระกล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลสมาชิกที่ดำเนินการธุรกิจบ้านจัดสรร ปี 2568 จำนวน 200 โครงการมียอด Reject Rate เฉลี่ยราว 40-50%
โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ธอส. มีสัดส่วนปล่อยสินบ้านเฉลี่ย 50% สูงภาวะปกติที่ปล่อยราว 30% ส่วนที่เหลือมาจากธนาคารพาณิชย์ แต่สถานการณ์ช่วงไตรมาส 3/68 เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ธอส.สีสัดส่วนปล่อยสินเชื่อบ้านทยอยลดลงเหลือ 37% หลังธนาคารพาณิชย์เริ่มกลับมาทยอปล่อย สินเชื่อเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเพราะดอกเบี้ยเริ่มมีทิศทางขาลง ส่งผลให้ต้องการปล่อยสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น แต่มีระบบตรวจสอบที่เน้นกลุ่มลูกค้าคุณภาพดี ประกอบกับผู้ประกอบกรฃารอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวโดยทำระบบ Pre Approved ลูกค้า ดังนั้นส่งผลคาดว่าในปี 2569 ยอด Reject Rate มีแนวลดลงจากปี2568
ส่องมูลค่าหุ้นกู้อสังหาฯ จ่อครบกำหนด 1.4 แสนล้านบาทในปี 2569
สำหรับอีกความเสี่ยงที่น่าจับตาในปีนี้ กณิศมองว่า คือ การบริหารสภาพคล่องและการชำระคืนหุ้นกู้ (Rollover) เนื่องจากภาคอสังหาฯ ระดมทุนผ่านช่องทางนี้เยอะ แต่อย่างไรก็ตาม กณิศมองว่าบริษัทรายใหญ่ๆ ยังมีความแข็งแรงอยู่
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดกรณีบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้มูลค่ารวมกว่า 6.3 ล้านบาท โดยแจงว่า เป็นได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อรายย่อย ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานและ EBITDA ติดลบ จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องในการบริหารเงินในองค์กร
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทยระบุว่า ในปี 2569 ภาคอสังหาริมทรัพย์มีหุ้นกู้ระยะยาวจะครบกำหนดรวมมูลค่า 144,326 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) กว่า 4 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น กณิศจึงมองว่า ในปีนี้ ผู้ประกอบการอาจไม่ได้เน้นการเติบโต (Growth) แต่หันมาเน้นการรักษาสภาพคล่อง (Cash Flow) หรือเป็นการทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากกว่าเติบโต โดยอาจมีการปรับกลยุทธ์ไปเจาะ Niche Market มากขึ้น ดังนั้น การเปิดโครงการจะไม่เน้นตลาด Mass ทั่วไป แต่จะเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche) ที่ชัดเจนว่าขายใคร และมีการลดขนาดโครงการ (Downsize) หรือแบ่งเฟสขายเพื่อรักษาสภาพคล่อง
สินเชื่อบ้านจ่อ ‘ติดลบ’ 2 ปีติด รายได้กลาง-ต่ำยังกู้ยาก
กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวโน้มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยรายย่อยในระบบธนาคารไทย 17 แห่ง คาดว่า จะติดลบประมาณ 0.5% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากปีที่แล้วติดลบไปประมาณ 0.6% ในปี 2568 พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านยังมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกันแล้ว ตั้งแต่ปี 2564-2567
โดยกาญจนา ระบุว่า แนวโน้มสินเชื่อบ้านที่หดตัว มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ กำลังซื้อของครัวเรือนในปัจจุบันค่อนข้างต่ำและไม่กระจายตัว รายได้ยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้การกู้ซื้อบ้านกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มระดับรายได้กลางค่อนข้างสูงเท่านั้น
รวมทั้ง ภาระหนี้เดิมยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ในฝั่งของผู้กู้หรือครัวเรือนระมัดระวังเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้บ้านเป็นหนี้ผูกพันระยะยาวหลายปี
กาญจนา ยังกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคาร ไม่ได้เข้มขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐาน (Standard) ต่างๆ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) กล่าวคือ ผู้กู้จะต้องมีรายได้ หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องดูไปถึงความสามารถในการชำระหนี้ต่างๆ เช่นเดิม
นอกจากนี้ กาญจนา ยังกล่าวว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน Credit Profile ของผู้กู้ โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลางลงล่าง ยังมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งในแง่ภาระหนี้เดิมที่สูงและรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้โอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มนี้ไม่สูงนัก
“ความสามารถในการกู้เงินจะฟื้นตัว ตามระดับรายได้ สะท้อนว่า จะมีบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถก่อหนี้ซื้อบ้านได้” กาญจนากล่าว
เตือน! หนี้เสียบ้านทรงตัว ไม่ได้แปลว่า สถานการณ์ดีขึ้น
ในแง่ของคุณภาพสินเชื่อ กาญจนากล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา สินเชื่อรายย่อยมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ เช่น คุณสู้เราช่วย และการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น จึงทำให้หนี้เสียของสินเชื่อบ้าน ‘ค่อนข้างทรงตัว’
โดย NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.83% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด จากที่เคยอยู่ราว 4% ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2568
“สินเชื่อบ้านรายย่อยที่ทรงตัวในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากมีมาตรการช่วยลูกหนี้ต่างๆ เข้ามาช่วย”
แนวโน้ม NPL ปีนี้ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น (Upside risk) โดยประเมินกรอบไว้ที่ 3.80% – 3.95% ต่อสินเชื่อบ้านรวม เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่ดีและรายได้ครัวเรือนที่ไม่ต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเข้ามาพยุงไว้ก็ตาม
สินเชื่อสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการเติบโต ตัวเลขล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายนโตขึ้น 3.7% (Year on Year) และคาดการณ์ว่าปิดปี 2568 ที่ผ่านมาอาจโตได้ถึงระดับ 5-7% จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยการเติบโตนี้กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ในขณะที่กลุ่ม SME ยังคงติดลบตามภาพรวมสินเชื่อ SME โดยรวม
การเติบโตของสินเชื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 อาจมาจากผู้ประกอบการรายใหญ่หันกลับมาใช้สินเชื่อธนาคารบ้าง สลับกับการออกหุ้นกู้ เพื่อบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยทยอยลดลงในปีที่แล้ว ธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงด้านเครดิตของแต่ละราย
สำหรับสินเชื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 นี้คาดว่า จะยังโตต่อได้ แต่ในอัตราที่ชะลอลง ตามภาพรวมเศรษฐกิจ
KKP เปิดปมปัญหา สต็อกล้น ขายไม่ออก กระบวนการแก้หนี้ช้า
ด้าน บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตอนนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับภาวะอุปทานล้น (Over Supply) และ ‘หนืด’ เนื่องจากไม่สามารถขายออกได้
อย่างไรก็ตาม บรรยง กล่าวว่า ข้อดีในช่วงนี้คือ ภาคอสังหาฯ ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะ Over Leverage หรือลงทุนเก็งกำไรมากเกินไป ‘หนี้ไม่ได้ท่วม’
ดังนั้น บรรยง กล่าวต่อว่า ทางรอดที่จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวได้คือ เศรษฐกิจต้องกลับมาเติบโต เพื่อให้กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับคืนมา บรรยงยังชี้ให้เห็นถึงข้อเสียสำคัญของระบบประเทศไทย คือ มาตรการแก้หนี้เสียทำได้ล่าช้ามาก โดยเฉพาะกระบวนการยึดทรัพย์ ที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น
กรุงไทย เปิดปัจจัยบวกภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569
สำหรับปัจจัยบวกที่อาจจะเข้ามาช่วยพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า กณิศมองว่า อาจมาจากการต่ออายุมาตรการของภาครัฐต่างๆ เช่นการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และมาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง รวมไปถึงอุปสงค์จากตลาดต่างชาติ
ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ที่ทำสัญญาระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 รวมไปถึง ภาครัฐยังออกมาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง ที่จะมีผลถึง 30 มิถุนายน 2569 นี้
สำหรับ อุปสงค์จากตลาดต่างชาติ ซึ่งจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งปีที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวต่ำกว่าปี 2567 ทำให้ยอดซื้อคอนโดมิเนียมลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะ ลูกค้าชาวจีนที่เคยมีสัดส่วน 50-60% ของตลาดต่างชาติในปีก่อนๆ หน้า โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ดังนั้น กณิศจึงมองว่า ถ้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัว อุปสงค์จากตลาดต่างชาติในภาคอสังหาฯ ก็น่าจะฟื้นตัวตาม
‘อิสระ’ เปิด 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
โดยในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ‘อิสระ’ ได้เปิด 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นภาคอสังหา ดังนี้
1. การปรับผังเมือง โดยควรเปลี่ยนโครงสร้างเมืองจาก “Monocentric” (รวมศูนย์ความเจริญที่กรุงเทพฯ) ให้กระจายความเจริญเหมือนต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ควรแก้ผังเมืองให้สอดคล้องกับโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ขยายจาก 40 สถานีเป็น 400 สถานี เพราะปัจจุบันพื้นที่ใจกลางเมืองราคาที่ดินสูงมากแต่ผังเมืองกำหนดให้สร้างได้น้อย (Density ต่ำ)
2. มาตรการลดค่าธรรมเนียม โดยเสนอให้รัฐขยายเวลามาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนอง ต่อไปจนถึง สิ้นปี 2569
3. การแก้หนี้ครัวเรือน (Debt Consolidation) โดยเสนอให้ทำโครงการรวมหนี้ (Consolidate Debt Program) โดยนำหนี้ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง (เช่น บัตรเครดิต, รถยนต์) มารวมกับหนี้บ้านที่ผ่อนเงินต้นไปบางส่วนแล้ว วิธีนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนของประชาชนได้ทันที 20-70% และช่วยป้องกันหนี้เสีย (NPL) โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ
4. ปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำ โดยเสนอให้แก้กฎหมายจัดสรรที่ดิน ลดขนาดที่ดินขั้นต่ำลงเพื่อให้ราคาบ้านสอดคล้องกับกำลังซื้อ เช่น บ้านเดี่ยวลดจาก 50 ตร.ว. เหลือ 35 ตร.ว. และบ้านแฝดลดจาก 35 ตร.ว. เหลือ 28 ตร.ว.
5. ขยายระยะเวลาการเช่า โดยเสนอให้ขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี (หรือมากกว่า) เพื่อให้การเช่าที่ดินของชาวต่างชาติทำได้ถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส โดยมาตรการนี้ยังเป็นประโยชน์กับ คนไทยรายได้ปานกลาง ให้สามารถเช่าที่อยู่อาศัยในเมืองในราคาที่เอื้อมถึง แทนที่จะต้องซื้อขาดในราคาสูง