โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น

THE STANDARD

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์)

โดยกล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

ในการแถลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ชี้ว่าระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มขึ้น

เขากล่าวว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการเคารพอย่างเคร่งครัดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งยกประสบการณ์ของกัมพูชาที่ผ่านพ้นความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนสู่สันติภาพผ่านกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความยากจน การเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสตรีและการเสริมสร้างกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า กัมพูชายังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม ตั้งเป้าปลอดทุ่นระเบิดภายในปี 2030 และให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการฝึกอบรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ควบคู่กับการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘ภัยคุกคามระดับโลก’ และยืนยันว่า กัมพูชามีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ทำลายเครือข่ายอาชญากรรม ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันคน และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว

ปรัก สุคน กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ตั้งแต่กลางปี 2025 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารของไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน และผลที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

เขาอ้างว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นอ่อนแอ” และกล่าวหาไทยว่า “ทำการตั้งฐานทัพทางทหารนอกแนวเส้นที่กำหนดไว้ และเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา”

“ในเมืองชายแดนที่ถูกยึดครองหลายแห่ง พลเรือนถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ขัดขวางการกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือน” ปรัก สุคน กล่าว

เขากล่าวว่า ในหลายเมืองชายแดนที่ถูกยึดครอง พลเรือนกัมพูชาถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านถูกทำลาย ฝ่ายไทยมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมระบุว่า “การกระทำดังกล่าวละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ” และ “ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

“ตลอดช่วงเวลานี้ กัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด โดยการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รับประกันการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พลัดถิ่น และยังคงมุ่งมั่นอย่างแข็งขันต่อการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเจรจาอย่างสันติเพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรียกร้องให้ไทย “ถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

พร้อมทั้งย้ำว่า “การคงอยู่ของกำลังทหารไทย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือนกัมพูชา ตลอดจนการระงับข้อพิพาทอย่างสันติโดยยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

“มีเพียงการดำเนินการเช่นนี้เท่านั้น ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และเคารพซึ่งกันและกันได้” ปรัก สุคนกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...